ครอบครัวขาดแรงงานไปหนึ่งคน สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คืองานนาเพิ่มขึ้น แต่ก่อนท่านย่าและท่านแม่กลับบ้านตอนยามโหย่ว ทว่าช่วงนี้แทบทุกวันต้องรอจนยามซวีจึงกลับถึงบ้าน
ระหว่างทำกับข้าว ต้าหยายังลงนาไปช่วยงานด้วย ส่วนเอ้อหยาและเซี่ยชิงเฟิงก็ช่วยงานไร่นาเท่าที่กำลังของตนจะอำนวย ทว่าถึงคนทั้งครอบครัวจะพยายามดูแลผืนดินเพียงนี้ หลังจ่ายภาษีสารพัดชนิดแล้ว เงินที่เหลือไว้ประทังชีวิตก็มีไม่มากนัก
แต่พวกนางไม่เคยปริปากบ่นว่าลำบากหรือเหน็ดเหนื่อย ยามกินมื้อเย็นยังวาดหวังถึงวันดี ๆ หลังรัดเข็มขัดส่งเซี่ยชิงเฟิงเรียนจนจบ แล้วค่อยไปหางานทำในเมือง
เซี่ยชิงเฟิงคือความหวังทั้งหมดของพวกนาง
「อย่ามายุ่งกับข้า!」เอ้อหยาตะโกนใส่ต้าหยาขณะอยู่หน้าเตา ก่อนจะปาดน้ำตาแล้ววิ่งออกจากบ้านไป
เซี่ยชิงเฟิงที่กำลังให้อาหารไก่อยู่ในเล้าทำหน้ามึนงง พี่น้องสองคนนี้ปกติสนิทสนมกันดีมิใช่หรือ เหตุใดจู่ ๆ จึงทะเลาะกัน ตั้งแต่เกิดมา ต้าหยากับเอ้อหยาก็ไม่เคยทะเลาะกันสักครั้ง
เซี่ยชิงเฟิงก้าวสั้น ๆ ตรงไปยังห้องครัวอย่างรวดเร็ว 「พี่ต้าหยา พี่เอ้อหยาเป็นอะไรไปหรือ」
ต้าหยานั่งยองลง ลูบผมนุ่มละเอียดของเซี่ยชิงเฟิง 「เอ้อหยาไม่เป็นไร แค่เถียงกับพี่สองสามคำ กั๋วเอ๋อร์อย่าเป็นห่วง ไปให้อาหารไก่ต่อเถิด พี่จะเริ่มผัดกับข้าวแล้ว」
เมื่อวานหวังซานเหมยมาจงใจพูดเสียงดังนอกบ้านพวกนางว่า มารดาของพวกนางกำลังจะแต่งเข้าไปอยู่กับบุตรชายเถ้าแก่โรงเตี๊ยมใหญ่แห่งหนึ่งในเมือง เพื่อเสวยสุข ได้ยินว่าเรือนเถ้าแก่ยังมอบสินสอดให้หลี่ต้าจวนถึง 10 ตำลึง
