นางจางเม้มริมฝีปาก อยากเอ่ยบางอย่าง ท้ายที่สุดกลับเหลือเพียงเสียงถอนหายใจ
“หมอกัว ขอท่านช่วยกั๋วเอ๋อร์ของข้าอีกสักครั้งเถิด!” หลินเหนียงเห็นเซี่ยชิงเฟิงหน้าซีดเผือดราวกระดาษ ก็แทบจะข่มกลั้นอารมณ์ไม่อยู่ เรี่ยวแรงทั่วร่างพลันเหือดหายจนทรุดนั่งลงกับพื้น ครั้นได้ยินหมอกัวกล่าวเช่นนี้ก็ยิ่งลนลาน
ครอบครัวของนางเพิ่งจะมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นได้ไม่ง่าย สวรรค์โปรดอย่าพรากลูกของนางไปเลย!
“ข้าจะพยายามให้สุดกำลัง” หมอกัวตกตะลึงทันทีที่จับชีพจรของเซี่ยชิงเฟิง เป็นชีพจรของผู้ที่วิตกกังวลมากเกินไป จนทั้งเลือดและลมปราณพร่องอย่างชัดเจน โชคดีที่เขายังมีรากโสมป่าอยู่บ้าง พอจะช่วยบำรุงเลือดลมให้เด็กคนนี้ได้
ส่วนราคาของรากโสมป่านั้น... ได้ยินว่าตระกูลเซี่ยขายตำรับยาได้เงินมาหนึ่งพันตำลึง เขาก็พอจะฉวยโอกาสหากำไรจากเรื่องนี้ได้อยู่
“เป็นอย่างไรบ้าง หมอกัว น้องชายกั๋วเอ๋อร์ของข้าปลอดภัยหรือไม่?” ทันทีที่ประตูห้องเปิดออก เอ้อหยาก็พุ่งเข้าไปถามผลเป็นคนแรก
หมอกัวหยิบกระดาษกับพู่กันออกจากหีบยา เขียนเทียบยาอย่างไม่เร่งร้อน ก่อนกล่าวว่า “อาการของน้องชายพวกเจ้าไม่น่าไว้วางใจนัก ร่างกายทรุดโทรมกว่าคราวที่ข้ามาครั้งก่อน จำเป็นต้องค่อย ๆ บำรุง พวกเจ้าอย่าทำให้เขาปฏิเสธอาหารและน้ำอีก หากเกิดขึ้นอีกครั้ง อย่าว่าแต่ข้าเลย ต่อให้เทพเซียนลงมาก็ช่วยเขาไม่ได้”
แม้เซี่ยชิงเฟิงจะหมดสติไปเพียงเพราะน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่อาการเช่นนี้นับเป็นโรคที่รับมือยากสำหรับหมอกัวซึ่งมีวิชาแพทย์จำกัด ดังนั้นถึงหมอกัวจะอยากขายรากโสมป่าให้ตนเองสักหน่อย คำพูดของเขาก็มิได้เกินจริงนัก
