“ข้าไม่รู้” เซี่ยจิ้งซูซุกใบหน้าไว้ในฝ่ามือ นางไม่รู้จริง ๆ
บนโต๊ะอาหาร เมื่อได้ฟังเอ้อหยาพูดถึงสิ่งที่พบเห็นมาตลอดสิบปี ในใจนางราวกับมีปมเชือกยุ่งเหยิงถูกยัดเข้ามา เอ้อหยาบอกว่าสตรีในเมืองหลินผิงเข้าเรียนในสถานศึกษาได้ ไปเป็นศิษย์ฝึกหัดในโรงหมอได้ กระทั่งเปิดร้านริมถนนก็ยังได้ อยากทำสิ่งใดก็ทำได้ ถ้อยคำเหล่านั้นประหนึ่งก้อนหินที่ถูกโยนลงในชีวิตอันนิ่งสงัดของนาง ก่อเกิดระลอกคลื่นที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่พอคิดถึงเหอจื้อเหวินซึ่งนั่งคำนวณบัญชีของสำนักคุ้มภัยใต้แสงตะเกียงน้ำมันอย่างยากลำบาก ทว่ายังคงมอบเงินเดือนทุกอีแปะให้นางทุกเดือน ระลอกคลื่นเล็ก ๆ นั้นก็สงบลงอย่างไร้สุ้มเสียง
เหอจื้อเหวินดีกับนางจริง ๆ คนขายเนื้อแซ่หวังในเมืองทุบตีภรรยาอยู่บ่อยครั้ง บัณฑิตจางรับอนุภรรยามาถึงสามคน มีเพียงเขาเท่านั้นที่ตลอดหลายปีมานี้ นอกจากพร่ำบ่นว่าอยากได้บุตรชาย ก็ไม่เคยข้องแวะกับสตรีอื่น เงินที่หามาได้จากข้างนอก เขามักให้สองแม่ลูกใช้ก่อนเสมอ แม้เสื้อสั้นของตนจะขาดก็ไม่ใส่ใจ
คราวก่อนนางเพียงเอ่ยปากว่าอยากกินขนมอบอัลมอนด์ เขาก็อ้อมไปไกลกว่าสิบลี้เพื่อซื้อมาให้ ตอนกลับมาพื้นรองเท้าสึกจนทะลุ
“เขาดีกับข้าจริง ๆ” เซี่ยจิ้งซูเงยหน้า ดวงตาบวมแดงราวกับผลวอลนัต “พี่สะใภ้หลี่ในเมืองมักพูดว่า บุรุษที่ไม่เล่นพนัน ไม่เที่ยวหอนางโลม หาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ ต่อให้ถือโคมไปหาก็ยังยากจะพบสามีดี ๆ เช่นนี้ สตรีเราเกิดมาชาตินี้ หากไม่มีบุตรชาย พอแก่ตัวไปแม้แต่คนถือป้ายวิญญาณให้ก็ไม่มี...”
