เซี่ยจิ้งซูมองใบหน้าของเหอจื้อเหวินที่กำลังแก้ตัวอย่างร้อนรน พลันรู้สึกว่าคนตรงหน้าช่างแปลกหน้าและน่าหวาดหวั่นเหลือเกิน เขาพูดคำเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร?
กฎหมายแห่งราชวงศ์เซิ่งหยวนมิได้ห้ามสามัญชนรับอนุภรรยา แต่กฎหมายไม่ห้าม ก็ใช่ว่าจะทำได้อย่างสบายใจเสียเมื่อไร อนุภรรยาที่ถูกพาเข้าบ้านเหล่านั้น คนไหนบ้างมิใช่ผู้มีชะตาอาภัพ? บ้างถูกขายเข้ามาเพราะครอบครัวยากจนจนแทบเอาชีวิตไม่รอด บ้างหมดหนทาง จึงจำต้องพึ่งพาบุรุษ
พวกนางก็เกิดจากบิดามารดา เป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ เหตุใดจึงต้องถูกมองเป็นเครื่องมือให้กำเนิดบุตรชาย? คลอดลูกแล้วก็ถูกขับไล่ออกจากบ้าน แม้แต่ลูกในไส้ยังมองได้ไม่เต็มตา นั่นคงปวดร้าวหัวใจเพียงใด
ที่ทำให้นางหนาวเหน็บยิ่งกว่าคือ เขากลับคิดว่านี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด บ้านของพวกเขาสร้างขึ้นมาทีละน้อยด้วยแรงของนางและเขา! ต้นไม้ในลานบ้านกับไหผักดองบนขอบหน้าต่าง ทุกสิ่งล้วนชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อของทั้งสอง แล้วจะให้บ้านมีหญิงแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาได้อย่างไร? จะให้นางมองหญิงอื่นกินนอนอยู่ในบ้านของตน มองท้องของหญิงผู้นั้นค่อย ๆ โตขึ้นทุกวัน แล้วสุดท้ายยังต้องอุ้มลูกของอีกฝ่ายมาเลี้ยงเป็นลูกตนเองอีกหรือ?
จิตใจคนมิใช่ลูกคิด จะให้ดีดลูกคิดเพียงไม่กี่ครั้งแล้วคำนวณความแค้นความรักให้กระจ่างชัดได้อย่างไร หญิงผู้นั้นย่อมไม่ยินยอม ลูกโตขึ้นแล้วจะไม่ถามหามารดาที่แท้จริงหรือ? อีกอย่าง นางเองจะสามารถมองเด็กที่มีสายเลือดของผู้อื่น แล้วรักดั่งลูกในไส้ได้จริงหรือ?
เซี่ยจิ้งซูมองสีหน้าที่เห็นเป็นเรื่องสมควรของเหอจื้อเหวิน รู้สึกเพียงว่าหัวใจราวกับถูกยัดด้วยก้อนน้ำแข็ง ความผูกพันตลอดสิบปีมีค่าเพียงลูกชายคนเดียวหรือ? เขาพูดอยู่เสมอว่ารักนาง ทว่าความรักนี้กลับเย็นชาไร้เยื่อใยถึงเพียงนี้
นางสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ปลายนิ้วจิกลงบนแขนเสื้อจนเกิดรอยจันทร์เสี้ยวลึก ๆ ในที่สุดจึงเค้นคำพูดนั้นออกมาได้ “เหอจื้อเหวิน เราหย่ากันเถิด”
ลมกลางคืนพลันหยุดพัด ใบของต้นไหวเก่าแก่ลอยค้างอยู่กลางอากาศ แม้แต่เสียงแมลงก็เงียบหาย
