พวกหญิงรับใช้สูงวัยจากตระกูลหลินเข้ามาตรวจดูปานบนร่างของหลินเหนียง หลังจากนั้นหญิงรับใช้คนหนึ่งก็มีอารมณ์พลุ่งพล่านเป็นพิเศษ นางบอกว่าตนเป็นสาวใช้ติดตามสินเดิมของมารดาหลินเหนียง
นางคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ มือทั้งสองข้างกำชายกระโปรงของหลินเหนียงไว้แน่น พลางร่ำไห้จนแทบขาดใจ “คุณหนูเจ้าคะ! ในที่สุดก็พบตัวท่านแล้ว! บ่าวตามหาท่านอย่างยากลำบากเหลือเกิน! บัดนี้ดีแล้ว ต่อให้บ่าวต้องจากไปในยามนี้ ก็ยังมีหน้าไปพบฮูหยินใต้ปรโลกได้!”
หลินเหนียงเองก็จำเรื่องราวไม่ได้ อาจเพราะตอนพลัดหลงยังเล็กเกินไป นับแต่เริ่มรู้ความ นางก็พบคู่สามีภรรยาใจดีที่พานางหนีภัยแล้งมาแล้ว ภายหลังเสบียงร่อยหรอลงเรื่อย ๆ คู่สามีภรรยานั้นจึงขายนางให้สกุลจางเป็นสะใภ้
เคราะห์ดีที่หลังภัยแล้งสิ้นสุดลง ทางการได้สำรวจจำนวนผู้ประสบภัยขึ้นใหม่ สกุลจางจึงจัดให้นางเข้าเป็นสมาชิกตระกูลเซี่ย หลินเหนียงถึงได้ตั้งหลักปักฐานอยู่ในหมู่บ้านต้าหยาง
เมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหัน นางก็ยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ความทรงจำเกี่ยวกับอดีตในเมืองหลวงที่หญิงรับใช้ตรงหน้ากล่าวถึงนั้นว่างเปล่าสิ้น นางมองเซี่ยชิงเฟิงด้วยแววตาสับสน
เซี่ยชิงเฟิงถูกพวกหญิงรับใช้เรียกคุณชายอยู่คำแล้วคำเล่า จึงรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ชาติก่อนหรือชาตินี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกเขาว่าคุณชาย
เมื่อเห็นสายตาทำอะไรไม่ถูกของมารดา เขาก็ขยับไปยืนบังนางไว้ด้านหลัง หญิงรับใช้คนนี้น้ำตาน้ำมูกเต็มหน้า อย่าให้มาเลอะตัวมารดาเขาเลย
หญิงรับใช้ที่คุกเข่าอยู่ดูเหมือนจะสังเกตเห็นความกระวนกระวายของหลินเหนียงเช่นกัน นางค่อย ๆ ลุกขึ้นแล้วกล่าวด้วยเสียงสะอื้นว่า “คุณหนูถูกคนร้ายลักพาตัวไปตอนออกไปเที่ยวงานวัดกับฮูหยิน ยามนั้นท่านยังเล็กนัก จึงสูญเสียความทรงจำ แต่ปานนี้ไม่มีทางผิดพลาดแน่เจ้าค่ะ”
