แม้แต่องค์ชายหกซึ่งเดินทางมาถึงที่นี่ ยังได้ยินเรื่อง “วีรกรรม” อันน่าอัศจรรย์ของเซี่ยชิงเฟิง จึงอดสนใจไม่ได้ ถึงกับส่งคนไปเรียกเขามาพบเพื่อซักถามให้รู้ความ
เซี่ยชิงเฟิงก้าวเข้าไปในกระโจมขององค์ชายหก เห็นอีกฝ่ายนั่งหลังตรงอยู่หลังโต๊ะ มองตนด้วยแววตาใคร่รู้
เขาค้อมกายคำนับเล็กน้อย ก่อนอธิบายอย่างจนใจว่า “องค์ชาย เรื่องที่เล่าลือกันภายนอกล้วนเป็นข่าวลือ ยิ่งเล่าต่อกันไปก็ยิ่งเกินจริงพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายหกเลิกคิ้วเล็กน้อย แววสนใจวาบผ่านดวงตา ก่อนซักถามต่อว่า “อ้อ? เช่นนั้นจงเล่ามาให้ละเอียด ข้าใคร่รู้ว่าข่าวลือนี้ถูกเล่าขานไปถึงขั้นใดแล้ว”
เซี่ยชิงเฟิงยิ้มขื่นพลางส่ายหน้า “หลายวันมานี้ กระหม่อมได้ยินมานับไม่ถ้วน บ้างก็ว่ากระหม่อมมีสามเศียรหกกร มีพละกำลังมหาศาล ยกหินยักษ์หนักร้อยชั่งได้ด้วยมือเดียว”
“ยังมีคนกล่าวว่ากระหม่อมฝึกวิชาเซียนจนล่องหนได้ตามใจ จึงปรากฏตัวอย่างไร้ร่องรอย ยิ่งไปกว่านั้น ถึงกับเล่าลือว่ากระหม่อมเป็นดาราสวรรค์จุติลงมา รอบกายมีรัศมีสิริมงคล โรคระบาดดับสูญทุกแห่งที่ย่างกรายไป พืชผลก็อุดมสมบูรณ์”
องค์ชายหกได้ฟังแล้วอดหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้ “ใต้เท้าเซี่ย ข่าวลือเหล่านี้แม้เหลวไหลไร้สาระ ทว่าศึกครั้งนี้ท่านรบได้งดงามยิ่ง ฝังลึกในใจผู้คนแล้ว!”
“องค์ชายทรงชมเกินไปแล้ว” เซี่ยชิงเฟิงประสานมือคำนับซ้ำ ๆ
“อย่าได้ถ่อมตนเลย ใต้เท้าเซี่ย” องค์ชายหกยิ้มละมุนที่มุมปาก พลางเพ่งพินิจเซี่ยชิงเฟิงด้วยแววตาเจิดจ้า
ความทรงจำของเขาที่มีต่อเซี่ยชิงเฟิงยังคงหยุดอยู่ ณ งานเลี้ยงพระราชทานเกียรติยศในคืนที่อีกฝ่ายสอบได้จ้วงหยวน ยามนั้นเซียวหยุนซูเห็นเพียงว่าจ้วงหยวนหนุ่มผู้นี้มีใบหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาและบุคลิกสง่างามเยี่ยงบัณฑิต โดดเด่นเป็นพิเศษท่ามกลางจิ้นซื่อรุ่นใหม่ทั้งหลาย
