เวินอวี้เฉิงได้ยินดังนั้น แววตาก็เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง อดถามย้ำมิได้ว่า “เจ้ามั่นใจหรือว่าเป็นจ้วงหยวนเซี่ยชิงเฟิง ใช้กำลังพลสามพันนายกวาดล้างกองทัพศัตรูจนสิ้น?”
“ขอรับ ท่านโหว ข้าน้อยเห็นร่องรอยในสนามรบกับตาตนเอง ทั้งยังส่งคนไปสนทนากับใต้เท้าเซี่ยและเหล่าทหารใต้บังคับบัญชาของเขาอย่างละเอียด เพื่อสอบถามเรื่องราวการศึกแล้ว” ต้วนหยุนเฟยกล่าวเสริม
เวินอวี้เฉิงกรำศึกมาหลายปี กว่าจะเข้าใจเคล็ดลับการเอาชนะศัตรูที่มีกำลังเหนือกว่า ก็ผ่านการต่อสู้เป็นตายมานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งยังต้องอาศัยจังหวะฟ้า ภูมิประเทศ และความพร้อมเพรียงของผู้คน ซึ่งขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปมิได้
ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ต้องมองสถานการณ์โดยรวมให้ออก จับความเปลี่ยนแปลงฉับพลันในสนามรบให้ทัน และชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียเพื่อเลือกหนทางที่เป็นประโยชน์ที่สุด สิ่งสำคัญที่สุดของศึกหนึ่งคือแม่ทัพใหญ่จะคว้าโอกาสที่แปรเปลี่ยนในชั่วพริบตาได้หรือไม่ กล้าคิดกล้าทำหรือเปล่า เซี่ยชิงเฟิงไม่เคยออกรบมาก่อนแท้ ๆ แต่กลับกล้าทำถึงเพียงนี้ในสถานการณ์สิ้นหวังเช่นนั้น ทำให้เวินอวี้เฉิงต้องมองเขาใหม่โดยแท้
มิใช่ทุกคนจะมีความสามารถของผู้นำ
และมิใช่ทุกคนจะกล้าหาญพอจะนำกำลังพลสามพันนายเข้าปะทะกับศัตรูหนึ่งหมื่นห้าพันนาย
เซี่ยชิงเฟิงผู้นี้มีแววเป็นแม่ทัพใหญ่
ความอยากรู้อยากเห็นที่เวินอวี้เฉิงมีต่อเซี่ยชิงเฟิงพุ่งถึงขีดสุด เขาจึงเอ่ยกับต้วนหยุนเฟยอย่างกระตือรือร้นว่า “หยุนเฟย จงไปเชิญเซี่ยชิงเฟิงมายังกระโจมของข้าโดยเร็ว ข้าอยากพบเขา”
“ท่านโหว ใต้เท้าเซี่ยกับพวกเพิ่งเดินทางรอนแรมมาไกล เกรงว่ายามนี้ยังพักผ่อนอยู่ในกระโจม มิสู้รอให้พวกเขาพักจนหายเหนื่อยก่อน...” ต้วนหยุนเฟยเตือนผู้เป็นนาย
ใต้เท้าเซี่ยดูจะใส่ใจความสะอาดของตนเป็นพิเศษ ตั้งแต่อยู่ห่างไปห้ากิโลเมตรก็ถามเขาแล้วว่าในกระโจมมีที่ให้ชำระล้างหรือไม่ พอลงจากม้าก็ถามทหารว่าห้องชำระล้างอยู่ที่ใด คาดว่ายามนี้คงกำลังชำระล้างร่างกายอยู่
