ห้องทรงพระอักษรในเมืองหลวง
เซียวคังหยวนคลี่รายงานการศึกจากหย่งฉีโหว พระขมวดพระขนงแน่น ครั้นเห็นว่าเสบียงถูกปล้นก็ฟาดพระหัตถ์ลงบนโต๊ะ ทว่าเมื่อทอดพระเนตรต่อไป เห็นเซี่ยชิงเฟิงใช้กำลังพลสามพันนายล้อมสังหารข้าศึกนับหมื่นได้สำเร็จ ทั้งยังคุ้มกันเสบียงไว้ได้อย่างปลอดภัย สีพระพักตร์ที่ตึงเครียดจึงคลายลงเล็กน้อย
แววประหลาดใจและยินดีพาดผ่านพระเนตรจักรพรรดิ “จ้วงหยวนของเราผู้นี้มีความสามารถถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
เมื่อเสบียงปลอดภัยแล้ว อารมณ์ของเซียวคังหยวนจึงมิได้เลวร้ายนัก สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือสืบให้รู้ว่าข่าวเส้นทางลำเลียงเสบียงรั่วไหลจากที่ใด พระองค์จึงมีรับสั่งเรียกขุนนางสำนักเน่ยเก๋อเข้ามายังห้องทรงพระอักษรโดยพลัน
เหล่าขุนนางสำนักเน่ยเก๋อได้ยินว่าฮ่องเต้มีรับสั่งเรียกด่วน ก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย ต่างเร่งรุดมายังห้องทรงพระอักษร ครั้นอ่านฎีกาที่เซียวคังหยวนประทานให้แล้ว ต่างมองหน้ากันด้วยแววตาระแวง ก่อนจะรีบยืนยันความบริสุทธิ์ของตน “ฝ่าบาท! กระหม่อมมิได้มีเจตนารั่วไหลความลับทางทหาร ความภักดีที่มีต่อฝ่าบาทฟ้าดินย่อมเป็นพยานได้!”
ชั่วขณะนั้นห้องทรงพระอักษรพลันโกลาหล เสียงขุนนางดังขึ้นสลับกันไปมา ต่างเร่งร้อนปัดความเกี่ยวข้องออกจากตน
เซียวคังหยวนขมวดพระขนงแน่น “เราเรียกพวกเจ้ามา มิใช่เพราะสงสัยพวกเจ้า เราต้องการความจริง มิใช่คำกล่าวแก้ตัว!”
เส้นทางลำเลียงเสบียงครั้งนี้ นอกจากขุนนางสำนักเน่ยเก๋อทั้งห้าคนแล้ว ยังมีเจ้าเมืองที่ได้รับข่าวด้วย ผู้ที่ขึ้นเป็นขุนนางสำนักเน่ยเก๋อล้วนเป็นคนที่เซียวคังหยวนไว้วางพระทัยยิ่ง เรื่องนี้ฮ่องเต้ยังทรงรับรองได้
