“หืม?” เซี่ยชิงเฟิงหันไปมอง พลันพบว่าเป็นเหลียนอี้จื้อ!
“เจ้าก็มาศึกษาที่สำนักศึกษาหานยาเหมือนกันหรือ?” เหลียนอี้จื้อถามอย่างกระตือรือร้น พลางช่วยเซี่ยชิงเฟิงยกสัมภาระ
“ใช่” เซี่ยชิงเฟิงพยักหน้า หลังผ่านไปหนึ่งเดือน ฟันหน้าก็เริ่มงอกขึ้นมาบ้างแล้ว ไม่ต้องคอยปิดบังเวลาพูดเหมือนแต่ก่อน
“แล้วพี่หลินจิงเกิ้งเล่า?” เซี่ยชิงเฟิงถามอย่างสงสัย “เขาอยู่ที่สำนักศึกษาหานยาด้วยหรือไม่?”
เหลียนอี้จื้อโบกมือ “เขาไปอยู่สำนักศึกษาหลวงแล้ว ครอบครัวเขาไม่เหมือนพวกเราเสียหน่อย”
สำนักศึกษาหลวงกับสำนักศึกษาหานยาต่างก็เป็นสถานศึกษา ทว่ามีลักษณะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นักเรียนในสำนักศึกษาหลวงส่วนใหญ่เป็นบุตรหลานของขุนนางในเมืองหลวง ซึ่งล้วนมาจากตระกูลมั่งคั่งหรือสูงศักดิ์ แม้สำนักศึกษาหานยาจะมีชื่อเสียงเลื่องลือ แต่ชาติตระกูลของนักเรียนก็ยังด้อยกว่าอยู่บ้าง จุดประสงค์หลักคือมอบโอกาสให้บัณฑิตยากจนได้ศึกษาเล่าเรียน
ในสำนักศึกษาหลวงมักมีขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไปบรรยายอยู่เนือง ๆ บางครั้งแม้แต่ฮ่องเต้ก็เสด็จไปสอนด้วย กำลังคณาจารย์ย่อมเหนือกว่าสำนักศึกษาหานยาอยู่มาก ทว่าสำหรับชนชั้นอย่างเซี่ยชิงเฟิงแล้ว สำนักศึกษาหานยาคือสถานที่ที่มีคณาจารย์ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เขาจะเข้าถึงได้
“อย่าเพิ่งพูดถึงเขาเลย ข้ามาก่อนเจ้าห้าวันหกวัน อยู่ในหุบเขาห่างไกลนี่จนเบื่อแทบตาย พวกท่อนไม้พวกนั้นเอาแต่ท่องตำรา ไม่ยอมสนใจข้าเลยสักคน”
เหลียนอี้จื้อบ่น “จริงสิ ชิงเฟิง อีกไม่กี่วันสำนักศึกษาจะจัดสอบแล้ว เจ้าพร้อมหรือยัง? อาจยากกว่าการสอบระดับจังหวัดอยู่บ้าง”
