“ท่านย่า! ท่านแม่! ข้ากลับมาแล้ว!”
“โอ๊ย หลานรักของย่ากลับมาแล้ว!” นางจางดวงตาแดงก่ำ วิ่งออกมาจากในห้องแล้วโผกอดเซี่ยชิงเฟิง
“ผอมลง ผอมลงแล้ว” สายตาของหลินเหนียงจับอยู่ที่ลูกชาย พลางพร่ำพูดไม่หยุด “วันนี้แม่จะตุ๋นน้ำแกงที่เจ้าชอบที่สุดให้ บำรุงร่างกายเสียหน่อย”
“น้องชายกั๋วเอ๋อร์ เก่งมากจริง ๆ!” เอ้อหยาชูนิ้วโป้งให้เซี่ยชิงเฟิง
คนทั้งครอบครัวพากันห้อมล้อมเข้าไปในบ้าน ชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกต่างรู้ดีว่าเป็นเวลาที่ครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน จึงกล่าวคำมงคลกันสองสามคำแล้วแยกย้ายกลับไป
ใช่ว่าจะไม่มีชาวบ้านที่ยืนกรานไม่ยอมกลับ เพราะอยากตีสนิทกับเซี่ยชิงเฟิงในเวลานี้ ทว่าคนเหล่านั้นล้วนถูกสมาชิกตระกูลเซี่ยลากตัวไปเสียหมด พวกเขาเองยังไม่ได้พูดคุยถามไถ่กับจ้วงหยวนในตระกูลให้เต็มที่เลยด้วยซ้ำ!
พวกเจ้าเป็นญาติห่าง ๆ จากไหนกัน?
บนโต๊ะอาหารค่ำวางอาหารจานโปรดของเซี่ยชิงเฟิงไว้เต็มโต๊ะ ไอร้อนลอยกรุ่น เขากินจนหยุดตะเกียบไม่ได้ เอ่ยซ้ำ ๆ ว่า “รสชาตินี้แหละ! อาหารในเมืองหลวงจืดชืดเหลือเกิน”
“ใช่แล้ว ๆ ไม่รู้เพราะเหตุใด ทั้งที่เมืองหลวงเจริญรุ่งเรือง แต่ข้าก็กินอาหารที่นั่นไม่ค่อยลง สู้ของที่พวกเราทำกินเองไม่ได้ หอมอร่อยกว่าเป็นไหน ๆ”
คนทั้งครอบครัวนั่งล้อมวง กินพลางพูดคุยพลาง เซี่ยชิงเฟิงเล่าถึงการสอบขุนนางอันตึงเครียดและดุเดือดอย่างออกรส
“กั๋วเอ๋อร์ เจ้าได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้จริงหรือ?” เอ้อหยาถามคำถามที่ทุกคนในครอบครัวอยากรู้
“อืม” เซี่ยชิงเฟิงคีบอาหารเข้าปาก “ฝ่าบาททรงเปี่ยมด้วยพระบารมียิ่งนัก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นางจางก็ประสานมือ พึมพำว่า “พระโพธิสัตว์โปรดคุ้มครอง พระโพธิสัตว์โปรดคุ้มครอง กั๋วเอ๋อร์ของบ้านเราได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท นับเป็นวาสนาใหญ่หลวง!”
