จ้วงหยวนคนใหม่ เซี่ยชิงเฟิง ปั่งเหยี่ยนไจ่เซี่ยงหมิง และทั่นฮวาโจวจิ่ง ยืนสบตากันอย่างกระอักกระอ่วนอยู่หน้าสำนักฮั่นหลิน
“หรือพวกเราไปกินเกี๊ยวน้ำที่หัวมุมถนนด้านหลังกันสักชาม แล้วค่อยกลับมาดีหรือไม่?” เซี่ยชิงเฟิงเห็นว่าผู้ร่วมรุ่นทั้งสองล้วนพูดน้อย ไม่ใช่คนช่างเจรจานัก
ทั้งสามยืนนิ่งอยู่หน้าสำนักฮั่นหลินเช่นนี้ ไม่พูดจากันสักคำ ช่างกระอักกระอ่วนเหลือเกิน เซี่ยชิงเฟิงจึงตัดสินใจเอ่ยอะไรสักอย่างเพื่อคลี่คลายความเงียบงัน
ไจ่เซี่ยงหมิงพยักหน้าเล็กน้อย สีหน้าฉายแววผ่อนคลายที่ยากสังเกต ก่อนตอบเสียงเบาว่า “เช่นนั้นก็ดียิ่ง”
โจวจิ่งยิ้มพลางพยักหน้า “ข้าก็คิดเช่นนั้น ได้ยินว่าเกี๊ยวน้ำร้านนั้นหอมสดชื่น รสชาติเอร็ดอร่อย อยากลิ้มลองมานานแล้ว”
ทั้งสามเดินเคียงกันไปยังหัวมุมถนนด้านหลัง
หลังนั่งลงได้ไม่นาน เกี๊ยวน้ำร้อนกรุ่นก็ถูกยกมา เซี่ยชิงเฟิงตักลูกหนึ่งใส่ปาก น้ำซุปหอมหวานสดชื่นแผ่ซ่านไปทั่วปลายลิ้นในทันที
ชีวิตที่ไม่ต้องแบกรับแรงกดดันจากการสอบขุนนางช่างสุขสบายยิ่งนัก
บางทีอาจเพราะบะหมี่เกี๊ยวน้ำช่วยให้อุ่นท้อง ทั้งสามจึงเริ่มพูดคุยกันคนละประโยคสองประโยค ความเกร็งและความไม่คุ้นเคยเมื่อครู่ค่อย ๆ มลายไป
กินบะหมี่เกี๊ยวน้ำเสร็จ ทั้งสามกลับถึงสำนักฮั่นหลินพอดีกับที่คนเฝ้าประตูเปิดประตูให้ พวกเขารออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากนอกประตู เหล่าขุนนางร่วมงานคนอื่นทยอยกันมาปฏิบัติหน้าที่
จากนั้นก็มีคนพาพวกเขาไปลงทะเบียน ตามธรรมเนียมแล้ว จิ้นซื่อใหม่ทั้งสามควรไปรายงานตัวต่อมหาบัณฑิต ทว่าพวกเขาต่างยุ่งจนไม่มีเวลาใส่ใจขุนนางชั้นผู้น้อยที่มีตำแหน่งสูงสุดเพียงขั้นหกเหล่านี้
จิ้นซื่อใหม่จะได้รับความสนใจอยู่เพียงหนึ่งหรือสองเดือนเท่านั้น หลังจากนั้นรัศมีของพวกเขาก็ค่อย ๆ เลือนหายไป อย่างไรเสีย ในสำนักฮั่นหลิน ตำแหน่งขุนนางที่ผู้คนเอ่ยชื่อได้ อย่างน้อยก็ต้องเคยเป็นทั่นฮวามาก่อน
