คำพูดนี้แทงใจหลี่อวี้สื่อเข้าอย่างจัง คราวองค์ชายรองก่อกบฏในปีนั้น เขาอ้างว่าไม่รู้เรื่องภายในแล้วลาป่วยอยู่บ้านจริง ๆ กระทั่งสถานการณ์ทุกอย่างลงตัวจึงค่อยออกมากล่าวโทษพรรคกบฏ ยามนี้ถูกเปิดโปงต่อหน้าผู้คน ใบหน้าของหลี่อวี้สื่อพลันแดงก่ำราวตับหมู “เจ้า...เจ้ากล่าวหาใส่ร้ายข้า!”
“ข้าเพียงพูดไปตามจริง” หลิวอวี้สื่อแบมือออก ก่อนประสานมือคำนับเหล่าขุนนางรอบข้าง “ทุกท่านล้วนเห็นอยู่กับตา ฝ่าบาทตัดสินให้เนรเทศแทนโทษประหาร นับว่าได้ประนีประนอมระหว่างธรรมเนียมกับคุณความดีในอดีตแล้ว คราวนี้หลี่อวี้สื่อคอยจับผิดอดีตอัครเสนาบดีรองไม่เลิก ตกลงทำไปเพื่อธรรมเนียม หรือเพื่อชื่อเสียงของตนเอง เกรงว่ามีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้”
หลิวเจิงไม่พอใจขุนนางร่วมงานกลุ่มนี้มานานแล้ว พวกเขาเอาแต่พุ่งไปข้างหน้าโดยไม่สนใจอะไร เพื่อรักษาชื่อเสียงฝ่ายขุนนางผู้เที่ยงธรรม ราวกับไร้สมองจนกลายเป็นมือให้ผู้อื่นใช้พูดกันตามตรง ตอนหลี่จิ่งจ้านยังเป็นอัครเสนาบดีรอง เขาก็มิได้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเย็นชาหรือเข้มงวดเกินควร ไม่เห็นจำเป็นต้องกัดไม่ปล่อยเช่นนี้
บัดนี้ฝ่าบาทตัดสินให้เนรเทศ นับเป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้ว
สองปีมานี้พวกเขายังดูไม่ออกอีกหรือ? ฝ่าบาทมิได้มีพระอุปนิสัยเหมือนฮ่องเต้องค์ก่อน การแสดงตนว่าเป็นขุนนางผู้เที่ยงธรรมและขุนนางผู้ภักดีบริสุทธิ์เป็นพิเศษนั้นไร้ประโยชน์ แม้ฮ่องเต้จะดูอ่อนโยน ทว่าพระทัยแท้จริงกลับแข็งกร้าว หากทำให้พระองค์กริ้วขึ้นมา ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นขุนนางผู้เที่ยงธรรมหรือไม่ ก็จะถูกถอดหมวกขุนนางแล้วโยนเข้าคุก ให้ได้ตรึกตรองเสียบ้างว่าพระทัยของโอรสสวรรค์นั้นยากแท้หยั่งถึงเพียงใด
