เหล่าขุนนางในราชสำนักต่างพากันสงสัยและคาดเดาถึงความเกี่ยวพันลับ ๆ ระหว่างเซี่ยชิงเฟิงกับผู้ตรวจการเกลือ เหลียนอี้จื้อเองก็ใคร่รู้เช่นกัน
เจ้าเด็กเซี่ยชิงเฟิงกับเขาต่างก็อยู่เมืองอิ่งเฟิง แล้วจะไปพบผู้ตรวจการเกลือที่เพิ่งกลับมาได้ที่ใด หรือว่าเด็กคนนี้มีชาติกำเนิดบางอย่างที่เขาไม่รู้? ทว่าเขาสนิทสนมกับเซี่ยชิงเฟิง จึงส่งจดหมายไปถามโดยตรง
เมื่อเซี่ยชิงเฟิงได้รับจดหมายด่วนจากเหลียนอี้จื้อ ก็คิดว่าในราชสำนักคงเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นอีก จึงรีบเปิดอ่าน ครั้นอ่านไปได้ไม่กี่บรรทัดก็แทบกลั้นขำไม่อยู่ ไม่ใช่เพราะคำถามของเหลียนอี้จื้อ หากเป็นเพราะคำบรรยายของอีกฝ่ายชวนขันนัก
เขาอ่านต่อไป ครั้นสายตากวาดผ่านประโยคที่เหลียนอี้จื้อเขียนว่า “ลำคอของเจิ้งกวงจงแข็งทื่อราวกับไก่ตัวผู้ที่ขนพองเพราะตกใจ อีกนิดเดียวก็จะคว้าป้ายขุนนางวิ่งไล่โจวหงหรูไปทั่วท้องพระโรงแล้ว” มุมปากที่เกร็งตึงของเซี่ยชิงเฟิงก็พลันกลั้นไว้ไม่อยู่ เขาหลุดหัวเราะพรืดออกมา
ไม่นึกเลยว่าคลังคำอันน้อยนิดของพี่เหลียนจะพรรณนาภาพได้มีชีวิตชีวาถึงเพียงนี้ เซี่ยชิงเฟิงหัวเราะจนหอบ ลายมือหวัด ๆ ของสหายกลับช่วยคลายความตึงเครียดจากงานหนักตลอดหลายวันที่ผ่านมาให้จางลงทีละน้อย
ใต้เท้าเจิ้งเป็นคนช่างน่าขันเสียจริง เซี่ยชิงเฟิงประเมินเช่นนั้น
หลังอ่านจบ เซี่ยชิงเฟิงก็จรดพู่กันตอบจดหมายว่า “เมื่อคลี่จดหมายก็ประหนึ่งได้พบหน้า พี่เหลียนช่างใช้ถ้อยคำได้งดงามนัก หากใต้เท้าเจิ้งรู้ว่าท่านพรรณนาว่าเขา ‘องอาจ’ ถึงเพียงนี้ เกรงว่าจะถือป้ายขุนนางมาหาท่านเพื่อทวงถาม...”
ส่วนคำถามของเหลียนอี้จื้อที่ว่าเขารู้จักเจิ้งกวงจงได้อย่างไร เซี่ยชิงเฟิงเพียงตอบอย่างเรียบง่ายว่า ใต้เท้าเจิ้งเป็นผู้คุมสอบของการสอบระดับสำนักที่เขาเข้าสอบ เมื่ออีกฝ่ายถูกส่งไปประจำเมืองหลินผิง ทั้งคู่บังเอิญได้พบกันและสนทนาถูกคอเท่านั้น
เพราะเซี่ยชิงเฟิงยึดถือหลักการดำเนินชีวิตเรื่อง “สำรวมตนยามอยู่ลำพัง” ซึ่งมาจากคัมภีร์หลี่จี้ บทจงยงมาโดยตลอด
