เหล่าทหารที่คุ้มกันเซี่ยชิงเฟิงกลับบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมญาติไม่มีที่ไป เซี่ยชิงเฟิงจึงให้พวกเขาไปพักที่สถานีพักม้าของทางการ บ้านของพี่จิงเกิ้งคงรับคนไว้ไม่ไหวแน่
แม้เซี่ยชิงเฟิงจะพยายามวางตัวเงียบ ๆ แล้ว ยามจัดแจงให้ทหารไปพักที่สถานีพักม้า เขายังจงใจให้พวกเขารออยู่ห่าง ๆ คิดไม่ถึงว่ายังคงทำให้แขกในร้านแตกตื่น คนเหล่านั้นคงเห็นเครื่องแต่งกายของทหารแล้วนึกว่าเกิดเรื่อง ต่างพากันลุกลี้ลุกลนลุกจากโต๊ะ อาหารบนโต๊ะแทบไม่ได้แตะตะเกียบสักครั้ง
เซี่ยชิงเฟิงมองอีกฝ่ายอย่างรู้สึกผิด “พี่จิงเกิ้ง ต้องขออภัยจริง ๆ ข้าไม่คิดว่าจะดึงคนมาได้มากถึงเพียงนี้ รบกวนกิจการของพี่แล้ว”
หลินจิงเกิ้งกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ หยิบผ้าเช็ดโต๊ะขึ้นมาเช็ดโต๊ะว่าง “เรื่องแค่นี้เอง พูดอะไรเช่นนั้น พวกเขาไปกันหมดแล้ว พวกเราสองพี่น้องจะได้ดื่มสุรากันอย่างสงบเสียที” เขาชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มตรงหางตาเผยความใจกว้างอยู่หลายส่วน “อีกอย่าง แขกเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็เป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันทั้งนั้น วันหลังข้าค่อยนึ่งขนมข้าวสักสองสามเข่ง แล้วส่งไปให้พวกเขาเป็นการขอขมา เรื่องก็จบแล้ว”
เซี่ยชิงเฟิงได้ยินเช่นนั้นก็ไม่เกรงใจอีก ประสานมือยิ้มกล่าว “เช่นนั้นก็ฝากพี่จิงเกิ้งดูแลข้าในช่วงนี้ด้วย”
“ฝากข้าดูแลหรือ?” หลินจิงเกิ้งเลิกคิ้ว พาดผ้าเช็ดโต๊ะบนไหล่ พลางมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ใต้เท้าเซี่ยยามนี้เป็นขุนนางขั้นสี่แล้ว คนที่ควรพูดว่าฝากดูแล ควรเป็นข้าต่างหาก”
เซี่ยชิงเฟิงชะงัก ก่อนจะหัวเราะออกมา “พี่รู้ได้อย่างไร?” เขายังไม่ได้บอกเรื่องนี้แก่หลินจิงเกิ้งเลย
