หน้าประตูเมืองเหลือเพียงฝุ่นผงละเอียดที่สายลมพัดพาขึ้นมา ชาวเมืองหลินผิงต่างรู้ดีว่าใต้เท้าเซี่ย ผู้เป็นขุนนางที่จริงใจและปรารถนาดีต่อพวกเขา ได้จากไปแล้วจริง ๆ
รถม้าผ้าสีครามแล่นไปตามถนนหลวงอย่างเชื่องช้า ล้อหมุนครืดคราดมุ่งไปข้างหน้า ทิ้งเงาร่างเมืองหลินผิงไว้ห่างออกไปทุกที เซี่ยชิงเฟิงแอบแง้มม่านรถขึ้นเล็กน้อย ภาพสุดท้ายที่เห็นคือธงศึกผืนหนึ่งซึ่งโบกสะบัดอยู่บนกำแพงเมือง บัดนี้สีแดงสดราวกับเปลวไฟที่ลุกไหม้อยู่ในใจ แผดเผาจนขอบตาร้อนผ่าว
สายลมนอกหน้าต่างพัดฝุ่นผงปลิวมากระทบม่านผ้า เซี่ยซือเจินพลันร้องไห้โฮออกมา “เด็ก ๆ ในเมืองหลินผิงยังรอให้ข้าสอนปักผ้าอยู่เลย... แล้วยังท่านย่าหลี่ทางตะวันตกของเมือง ที่บอกว่าจะทำรองเท้าผ้าให้ข้าสักคู่... ข้ายังไม่ได้ไปรับเลย!”
เสียงร้องไห้ของเซี่ยซือเจินราวกับเจาะกระดาษบาง ๆ ให้ขาด ความอึดอัดภายในรถม้าพลันพังทลายลงทันที
เดิมทีท่านย่าจางยังทำหน้าขรึม ตบหลังหลานสาวพลางตำหนิว่า “โตป่านนี้แล้วยังร้องห่มร้องไห้อีก” ทว่าพอได้ยินคำว่า “รองเท้าผ้าของท่านย่าหลี่” หยาดน้ำตาสองหยดก็ร่วงจากหางตาของนางเสียก่อน นางรีบยกมือเช็ดหน้าอย่างแรง ทว่าน้ำเสียงกลับสั่นเครือ “ร้องไห้ทำไม! พอถึงเมืองหลวง ย่าจะทำให้เจ้าสิบคู่แปดคู่!”
แม้คำพูดจะฟังหนักแน่น แต่มือกลับเช็ดใบหน้าจนแดงก่ำ
หลินเหนียงโอบไหล่เซี่ยซือเจินไว้ ดวงตาอ่อนโยนของนางพร่าไปด้วยหยาดน้ำตาแล้ว นางเอ่ยปลอบเอ้อหยาไม่ให้ร้อง แต่หยาดน้ำตาของตนเองกลับไหลราวกับสายฝนที่ขาดสาย
เฮ้อ เมืองหลินผิง ช่างทำใจจากไปไม่ลงจริง ๆ!
“พอแล้ว ๆ ท่านย่า พวกท่านอย่าร้องไห้กันเลย” น้ำเสียงของเซี่ยชิงเฟิงแหบพร่ายิ่งกว่าตอนประสานมืออำลาหน้าประตูเมือง หากร้องกันต่อไป ดวงตาคงบวมจนลืมไม่ขึ้น “วันหน้าพอว่างแล้ว พวกเราค่อยกลับมาเยี่ยมกันอีก”
