ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันอยู่ ก็มีเสียงกระแอมเบา ๆ ดังมาจากหน้าประตูเรือน หลินอู่แบกตะกร้าสานเดินเข้ามาจากด้านนอก
บนเสื้อคลุมผ้าหยาบมีเศษหญ้าติดอยู่ประปราย เขาวางตะกร้าลงตรงมุมกำแพง ก่อนมองเซี่ยชิงเฟิงแล้วพยักหน้าเล็กน้อย “หลานเซี่ยชิงเฟิง ไม่ได้พบกันเสียนาน สบายดีหรือ”
เซี่ยชิงเฟิงลุกขึ้นคำนับทันที “ท่านลุงหลินสบายดีหรือไม่”
หลินอู่โบกมือ นั่งลงข้างโต๊ะแล้วหยิบเมล็ดถั่วลิสงขึ้นมาบีบเล่น ก่อนเอ่ยเนิบช้า “ได้ยินว่าท่านปฏิบัติเมตตาธรรม ปกครองด้วยเมตตาธรรมที่เมืองหลินผิง จนประชาชนพร้อมใจกันสนับสนุนดุจดาวล้อมเดือน แม้ข้าจะอยู่ห่างไกลจากราชสำนัก ก็ยังได้ยินชื่อเสียงของท่าน”
หลินจิงเกิ้งหัวเราะอยู่ข้าง ๆ “ท่านพ่อ อย่าได้พูดจาใช้ถ้อยคำยากเย็นนักเลย ชิงเฟิงมิใช่คนอื่นคนไกลเสียหน่อย”
หลินอู่กลับมาช้า เดิมทีทุกคนตั้งใจรอเขากลับมากินข้าว แต่เซี่ยชิงเฟิงกับพวกอุตส่าห์มาเยี่ยมถึงที่ หลินหลิ่วจึงไม่อาจทนให้ญาติฝ่ายมารดาต้องหิวได้ หลินจิงเกิ้งทำอาหารเสร็จแล้วจึงตักไว้ให้หลินอู่เพียงเล็กน้อย จากนั้นก็รีบนำกับข้าวขึ้นโต๊ะเริ่มมื้ออาหาร
ดังนั้นเมื่อหลินอู่กลับมา พวกสตรีก็กินกันเสร็จแล้ว บนโต๊ะจึงเหลือเพียงเซี่ยชิงเฟิงกับหลินจิงเกิ้งที่พูดคุยกันไม่หยุด
หลินอู่จิบชาไปคำหนึ่ง มองเซี่ยชิงเฟิงพลางยิ้มตาหยี “บัดนี้เป็นรองผู้ว่าการเมืองซุ่นเทียนแล้วกระมัง”
เซี่ยชิงเฟิงได้ยินดังนั้นก็วางตะเกียบในมือลง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเปิดเผย เขาประสานมือคำนับหลินอู่ “ท่านลุงสายตาเฉียบคมยิ่ง ทั้งท่านและพี่จิงเกิ้งต่างก็เดาตำแหน่งขุนนางที่ข้าได้เลื่อนขึ้นมาได้ในคราเดียว ช่างตรงกับคำกล่าวที่ว่า ขิงยิ่งแก่ยิ่งเผ็ดจริง ๆ”
