ทั้งสองกลับมาถึงตอนมื้ออาหารพอดี พ่อเสิ่นกับแม่เสิ่นจึงคะยั้นคะยอให้เหลียงอี้อันนั่งร่วมโต๊ะ
วันนี้แม่เสิ่นลงทุนลงแรงไม่น้อยจริง ๆ ปลาดาบที่อวี๋หว่านซื้อมาเมื่อวาน เธอใส่น้ำมันลงไปเยอะมาก ชุบแป้งแล้วทอดจนกรอบเหลือง ปกติจะได้กินปลาดาบสักครั้งก็เฉพาะช่วงตรุษจีน แต่ก็แค่ใช้น้ำมันบาง ๆ ทอดพอสุก จะกล้าใช้น้ำมันมากมายขนาดนี้ได้อย่างไร
แม่เสิ่นเคยพูดไว้ว่า น้ำมันที่ใช้ทอดปลาดาบครั้งหนึ่งมากพอให้ตระกูลเสิ่นผัดกับข้าวได้ทั้งเดือน
เนื้อหนึ่งชั่งก็เอามาผัดแล้ว ส่วนหัวหมูพะโล้ที่ราคาแพงหูฉี่ในภัตตาคารของรัฐก็ซื้อมาเรียบร้อย นอกจากนี้ยังผัดไข่อีกหนึ่งจานกับผักสองอย่าง
ในยุคนี้ไข่ก็นับเป็นเนื้อสัตว์เหมือนกัน ดังนั้นบนโต๊ะนี้จึงมีอาหารเนื้อถึงสี่จานเต็ม ๆ!
เสิ่นหมิงฮุยน้ำลายสอจนแทบอดใจรอหยิบตะเกียบไม่ไหว ติดตรงที่ผู้ใหญ่ยังไม่ได้นั่งลง
ขณะที่บรรยากาศในบ้านตระกูลเสิ่นกำลังกลมเกลียว เสิ่นเสี่ยวเวยก็กลับมา
ข้างกายเธอยังมีผู้ชายคนหนึ่งเดินมาด้วย ประโยคแรกที่พูดหลังเข้ามาในบ้านก็คือ “พ่อแม่คะ ฉันพาแฟนมาด้วย รีบมาต้อนรับเขาสิ”
เสียงในห้องเงียบลงทันที รอยยิ้มบนใบหน้าพ่อเสิ่นกับแม่เสิ่นพลันจางหาย
มีเพียงเหลียงอี้อันที่ยังงุนงง “นี่คือ?”
ตอนข่าวลือเรื่องบ้านตระกูลเสิ่นอุ้มเด็กผิดคนแพร่สะพัด เหลียงอี้อันกำลังไปทำงานต่างเมือง
หลังกลับมา พ่อแม่ตระกูลเหลียงก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้สำคัญอะไร คนที่พวกเขาถูกใจคืออวี๋หว่าน ไม่ใช่เด็กสาวที่มาจากชนบท อีกทั้งไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล จึงไม่ได้คิดจะบอกลูกชาย
