หลี่มั่วเสวียนเอ่ยปาก
“เอาศิลาหยินออกมา แล้วไสหัวไป!”
หลี่มั่วเสวียนพูดสั้น ๆ ได้ใจความ
อูไห่หัวเราะเย็นชา
“ต่อให้เสวี่ยหมิงก็ไม่กล้าพูดกับพวกเราแบบนี้ เจ้าหนู รู้ไหมว่าพวกเราเป็นใคร?”
ทว่าหลี่มั่วเสวียนกลับขี้เกียจเสียเวลาพูดมาก
ฉับ…
วินาทีถัดมา ร่างของหลี่มั่วเสวียนก็อันตรธานหายไป
หายไปไหน?
สองพี่น้องตระกูลอูเบิกตากว้าง ตกตะลึงสุดขีด
รีบถอยหลังโดยไว
จากนั้นหลี่มั่วเสวียนก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าสองพี่น้องตระกูลอูในพริบตา
รูม่านตาของอูหมิงหดเล็กราวกับเข็มในทันที
ในฐานะนักยุทธ์ เขาไวต่อการรับรู้ถึงภัยอันตรายอย่างยิ่ง
สัญชาตญาณบอกเขาว่า ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์
ในหัวมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น
หนีเอาตัวรอดเร็วเข้า!
หนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้
แต่ไม่ทันที่ร่างกายจะตอบสนอง
มือใหญ่ของหลี่มั่วเสวียนก็บีบคอเขาไว้แน่น
ราวกับจับลูกเจี๊ยบ
หลี่มั่วเสวียนตวัดปลายนิ้วเบา ๆ
ศิลาหยินในอกเสื้อของอูหมิงก็ลอยมาอยู่ในมือหลี่มั่วเสวียนเอง
ส่วนอูหมิงก็ถูกหลี่มั่วเสวียนโยนทิ้งเหมือนเศษขยะ
ตู้มมม…
ถึงขั้นปรมาจารย์ระยะต้น ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งยุทธภพอย่างอูหมิง กลับถูกโยนกระเด็นออกไปอย่างไม่มีทางสู้
ชนต้นไม้ใหญ่หักโค่นไปหลายต้น ก่อนกระแทกเข้ากับกองหิน
อูหมิงกระอักเลือดออกมาด้วยสภาพสะบักสะบอม กว่าจะคลานออกจากซากหินได้อย่างอนาถ
เสวี่ยหมิงและอูไห่ถึงได้สติ
เสวี่ยหมิงยิ้มแสยะบนใบหน้า สะใจเป็นที่สุด ยิ้มได้อย่างผ่องใส
ใครใช้ให้พวกนั้นไม่นบนอบรุ่นพี่ล่ะ สมควรตาย
ตอนนี้เขายังปวดไปทั้งตัว กระดูกหักหลายท่อน ถึงคราวพวกนั้นได้รับบ้างแล้ว
