เธอก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ในมือถือพลองคอยฟาดพงหญ้าที่สูงกว่าตัวคน พร้อมสังเกตว่ามีพืชชนิดไหนกินได้บ้าง
ไม่นานเธอก็พบเป้าหมาย
ตรงหน้าคล้ายจะเป็นต้นไม้ผล เมื่อเทียบกับต้นไม้สูงใหญ่รอบ ๆ แล้ว ต้นนี้ไม่ได้สูงมากนัก คาดว่าน่าจะยังเป็นต้นกล้า
แต่ผลที่ห้อยอยู่บนต้นกลับใหญ่เท่ากำปั้นทุกลูก มีสีน้ำเงินและเคลือบผงผลไม้บาง ๆ เสิ่นเฉียวกะคร่าว ๆ ว่ามีอยู่ยี่สิบกว่าลูก
ผลไม้พวกนี้ดูคุ้นตาเหลือเกิน นี่มันบลูเบอร์รีพลัสหรือเปล่า?
เสิ่นเฉียวไม่กล้าฟันธง เพราะในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ผลไม้เป็นอาหารล้ำค่าในแดนรกร้าง มีเพียงคนที่อาศัยอยู่ในเขตเอหรือเขตบีเท่านั้นที่มีโอกาสได้กิน
ต่อให้ชาวบ้านทั่วไปมีโอกาสเก็บผลไม้ได้ ก็ไม่มีทางเก็บไว้กินเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กที่เติบโตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าอย่างเธอ ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีผลไม้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเลย
แม้เจ้าของร่างเดิมจะไม่เคยเก็บผลไม้ชนิดนี้ แต่ในสารานุกรมที่เคยเรียนดูเหมือนจะมีภาพผลไม้แบบนี้อยู่
เสิ่นเฉียวเองก็ไม่ได้ลิ้มรสผลไม้สดมาหลายปีแล้ว
ในวันสิ้นโลก ผลไม้ที่พอจะหากินได้เป็นครั้งคราวมักจะแห้งเหี่ยว ไม่ก็ถูกตากแห้งเป็นผลไม้อบแห้ง โอกาสได้กินผลไม้ฉ่ำน้ำแบบนี้มีไม่มาก
ช่างเถอะ ไม่ว่าจะใช่บลูเบอร์รีหรือไม่ ตรวจดูก็รู้แล้ว กำไลข้อมือมีฟังก์ชันครบครัน หากเป็นของมีพิษก็จะแจ้งเตือนทันที เพียงแต่กำไลนี้ไม่ใช่รุ่นที่ทันสมัยที่สุด จึงไม่แสดงคุณสมบัติของสิ่งที่ตรวจพบ
“ติ๊ด ๆ กลายพันธุ์จากรังสีระดับสูง ไม่แนะนำให้รับประทาน!”
ไม่เป็นไร ปกติ ตรวจลูกต่อไป นาฬิกาข้อมือแสดงว่าลูกนี้ไม่มีพิษ
“ติ๊ด ๆ กลายพันธุ์จากรังสีระดับสูง ไม่แนะนำให้รับประทาน!”
“ติ๊ด ๆ กลายพันธุ์จากรังสีระดับสูง ไม่แนะนำให้รับประทาน!”
