“เป็นอะไรไป?” เสิ่นคว่อเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
เสิ่นชิงหลีพับจดหมายลง “ไป๋เหรินซานบอกว่าข้าไม่ใช่บุตรีของท่าน”
เสิ่นคว่อสีหน้าเย็นชาทันที “เขาเสียสติไปแล้ว!”
“ใช่เลย” เสิ่นชิงหลีเผาจดหมายทิ้ง
“ไม่ได้ ข้าต้องกลับไปหาเขา” เสิ่นคว่อทนไม่ได้
“พอเถิด ถ้าท่านพ่อไม่ใช่พ่อข้า แล้วสายเลือดเผ่าหงส์ของข้ามาจากที่ใด? ทุกคนย่อมเข้าใจดี”
เสิ่นชิงหลีรั้งบิดาไว้ พลางหันไปทางท่านอาจารย์ฮั่วหยวน “ข้ายังมีอักษรอีกมากที่อ่านไม่ออก อาจารย์สอนต่อเลยดีหรือไม่?”
แม้สกุลเสิ่นที่ฉางสุ่ยจะมีสำนักศึกษาสอนอักษรเทวะ แต่คนที่เรียนล้วนเป็นเด็กเล็ก นางไม่อยากเข้าไปเรียนด้วย ฝืนเข้าไปสองวันก็พบว่าที่พวกเขาเรียนนั้นตื้นเกินไป ทั้งอาจารย์ก็สอนไม่ดีเท่าท่านอาจารย์ฮั่วหยวน
“ประสบปัญหาหรือ?” ท่านอาจารย์ฮั่วหยวนมองออกในพริบตา
เสิ่นชิงหลีพยักหน้าอย่างซื่อสัตย์ เขียนอักษรขึ้นมาหลายตัวเพื่อขอคำชี้แนะทันที
เมื่อเสิ่นคว่อเห็นนางตั้งใจเรียน จึงไม่อยู่ต่อ ลุกขึ้นไปเตรียมอาหารเย็นให้นาง
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ทุกคำที่เสิ่นชิงหลีกินล้วนเป็นฝีมือของเสิ่นคว่อเอง
เขาทำอาหารได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงสามคนหลิวเมิ่งเลย กระทั่งเสิ่นชิงฉือและคนอื่นๆ ก็มาบ่อยขึ้น
ผ่านไปไม่กี่วัน นอกจากท่านพี่ใหญ่ผู้สืบทอดตระกูลซึ่งออกจากด่านมาเจอเสิ่นชิงหลีแล้วก็ปิดด่านอีกครั้งไม่ได้มา คนรุ่นหลังคนอื่นๆ ล้วนเคยมาแล้ว
เสิ่นตัว เสิ่นเยวียน กระทั่งพวกเขาก็มาร่วมวงข้าว ทั้งที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องกินอาหารอีกแล้ว…
“ที่ของเจ้าคึกคักดีแท้” ท่านอาจารย์ฮั่วหยวนมองเหล่านักเรียนตระกูลเสิ่นที่เดินไปมาด้านนอก ขมวดคิ้วเล็กน้อย “คงยากจะสงบจิตสงบใจ?”
“ไม่เป็นไร มีค่ายกลกั้นเสียง” เสิ่นชิงหลีเปิดค่ายกลกั้นเสียง เสียงอึกทึกภายนอกก็พลันหายไปจนสิ้น ทว่ายังคงเห็นว่าเสิ่นชิงฉือกำลังเด็ดผัก เสิ่นชิงโม่กำลังผ่าฟืน เสิ่นตัวก็มาช่วยนวดแป้ง
