"หากเจ้ารู้จักสำนึกผิด ก็อย่าได้ขัดขืน ด้วยเห็นแก่ความผูกพันแม่ลูกในวันวาน ข้าจะเปิดทางให้เจ้าหวนคืนสู่วัฏสงสารได้หนึ่งวิถี" จ้าวเยว่เอ่ยขึ้นอีก
เสิ่นชิงหลีมองอย่างเย็นชาพร้อมกอดอก ใบหน้าเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน "เช่นนั้นข้าคงต้องขอบคุณในความเมตตา ใจกว้าง ไม่ทำลายดวงวิญญาณข้าสินะ"
"ดูท่าเจ้าคงตายด้านไม่รู้สำนึกผิดแล้ว" จ้าวเยว่มีสีหน้าเย็นชาไม่แพ้กัน พลางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว "ไม่ต้องพูดมาก เริ่มมือกันได้"
สำนักปี้ยวี่มีห้ายอด นั่นคือยอดเจ้าสำนักซึ่งเน้นหนักในธาตุดิน ยอดเขาเซียนจื่อเน้นหนักในธาตุน้ำ ยอดหลอมศาสตราเน้นหนักในธาตุไฟ ยอดโอสถเน้นหนักในธาตุไม้ และยอดอสูรเน้นหนักในธาตุทอง พวกเขาได้ล้อมเป็นกระบวนค่ายกลเตรียมพร้อมแล้ว เงื้อดาบเชือดเฉือนเสิ่นชิงหลี
"ช่างเห็นค่าข้ายิ่งนัก แม้แต่ค่ายกลห้าธาตุยังนำมาใช้" เสิ่นชิงหลีมองดูอย่างเย็นชา ช่างเหมือนกับชาติก่อนไม่มีผิด
เพราะหวาดหวั่นว่าการลงมือสังหารเลือดในอกตนเองจะเป็นอุปสรรคต่อมหาวิถี จ้าวเยว่จึงยังคงไม่ได้อยู่ในแถวค่ายกลห้าธาตุ ให้ซูเจิ้งจงทำหน้าที่แทนเช่นเดิม
ส่วนจ้าวเยว่ แม้ถอยไปอยู่ข้างหลัง แต่รัศมีที่มีไม่ด้อยลงเลยแม้แต่น้อย "เจ้าไม่ต้องหวังว่าโชคจะเข้าข้าง คนของสำนักเทียนซิงและเสิ่นคว่อ เราจัดการส่งคนไปถ่วงเอาไว้หมดแล้ว พวกเขาไม่มีทางมาช่วยเจ้า"
เพื่อกำจัดเสิ่นชิงหลีให้สิ้นซาก ตัดไฟเสียแต่ต้นลม สำนักปี้ยวี่เรียกว่าระดมกำลังทั้งหมดที่มี
"รับความตายเสีย"
ท่านเจ้าขุนเขาสวี่เป็นฝ่ายลงมือก่อน!
คนที่เหลืออีกสี่ก็ร่วมมือกันทันที
ค่ายกลห้าธาตุ ภายใต้การกระตุ้นจากผู้แข็งแกร่งอย่างน้อยห้าคนระดับเสวียนจง พลันเปล่งแสงห้าสีเรืองรอง
