เสิ่นชิงหลีทบทวนความทรงจำอย่างละเอียด แต่ก็ยังไม่อาจแน่ใจได้
ตอนนั้นมีปราณโจมตีใส่ร่างนางมากมาย ตรงหน้ามีแต่แสงสีฉูดฉาด อีกทั้งนางยังใกล้ดับสูญ ภาพตรงหน้าล้วนพร่าเลือน กลับเป็นดวงตาคู่เย็นชาและผิดหวังของจ้าวเยว่ที่ชัดเจนที่สุด
“ตามข้ามา” เสิ่นคว่อเอ่ยปากเชื่องช้า สายตาเพิ่งละจากรอยโลหิตบนอาภรณ์ของนาง
เสิ่นชิงหลีไม่ได้สังเกต เพียงรู้สึกหนาวเล็กน้อย ดูท่าว่าร่างกายของนางจะสู้แต่ก่อนไม่ได้แล้ว เมื่อก่อนนางไม่กลัวหนาว
ใจกำลังทอดถอนใจ พอเงยหน้ากลับพบว่าเสิ่นคว่อพานางเข้าไปในตำหนักกลางอย่างนั้นหรือ?
“ข้าพักอยู่ข้างใน?” เสิ่นชิงหลีเอ่ยถาม
เท้าของเสิ่นคว่อชะงักเล็กน้อย เสิ่นจิ้นที่ตามมาก็โพล่งว่า “นี่มันคำถามไร้สาระมิใช่หรือ?”
ไร้สาระงั้นรึ?
เสิ่นชิงหลีก้มหน้านิ่ง
เสิ่นจิ้นพลันนึกขึ้นได้ จึงถามต่อ “เจ้าที่บนยอดเขาเซียนจื่อไม่ได้อยู่ตำหนักกลาง?”
เสิ่นชิงหลีมิได้ตอบ อีกทั้งไม่รู้จะตอบเช่นไร
ก่อนที่ซูฉาฉาจะเข้ายอดเขาเซียนจื่อ นางก็ยังบอกได้ว่าจ้าวเยว่ชอบความสงัด
นางเคยหลอกตัวเองเช่นนี้ แต่หลังจากซูฉาฉาเข้าเป็นศิษย์แห่งยอดเขาเซียนจื่อ ก็พักอยู่ในตำหนักธิดาศักดิ์สิทธิ์เสมอมา อยู่ข้างกายของจ้าวเยว่
แรกเริ่มนางทุกข์ใจยิ่ง ปลอบใจตนเองอยู่เนิ่นนาน กว่าจะโน้มน้าวตนได้ว่า ‘ท่านแม่ก็แค่เห็นว่าข้าเฉลียวฉลาด ไม่ต้องสอนเอง ศิษย์น้องเล็กอายุยังน้อย อีกทั้งความเข้าใจในวิถียังด้อยกว่า’
ความจริงแล้ว จ้าวเยว่ไม่เคยเห็นนางเป็นบุตรสาวเลย
จ้าวเยว่แสดงออกชัดแจ้งอยู่แล้ว แต่นางกลับยังตีหน้าซื่อ คอยเข้าไปหาจนถึงตัว
