หลิ่วหยวนหงซึ่งสืบทอดตำแหน่งรักษาการณ์เจ้าสำนักแล้วยืนอยู่ด้านหลังผู้คนเพียงลำพัง ด้านหน้าเขาล้วนเป็นผู้อาวุโสรุ่นก่อนของสำนักฮุ่นหยวน แม้แต่หยวนฉางไจ่เจ้าสำนักรุ่นที่หกซึ่งเป็นบรรพชนผมขาวโพลนก็ยังคุกเข่าฟุบกับพื้น
“ศิษย์รุ่นที่หกแห่งสำนักฮุ่นหยวน คารวะท่านกงจื่อ”
“คารวะท่านกงจื่อ”
ผู้มีอาวุโสสูงสุดและแข็งแกร่งที่สุดในสำนักฮุ่นหยวนนับสิบคนต่างโค้งคำนับ
ส่วนผู้ที่พวกเขาโค้งคำนับคือผู้สูงศักดิ์สวมมงกุฎม่วงในอาภรณ์เทพหรูหรา
นอกจากเครื่องแต่งกายแล้ว ไม่มีใครเห็นรูปลักษณ์ของเขา รู้สึกเพียงว่าสูงส่งเกินเอื้อม ห่างไกลเกินมอง
นี่คือทูตจากแดนเทพ!
เว้นแต่พวกเขายินยอม ผู้อื่นย่อมมิอาจเห็นโฉมหน้าอันทรงเกียรติได้
แม้กระนั้น กลิ่นอายผู้สูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาตามธรรมชาติ ก็ยังทำให้ผู้แข็งแกร่งอย่างหยวนฉางไจ่ซึ่งใกล้เคียงขั้นรวมปราณเป็นเทพยอมสยบด้วยใจจริง
หยวนฉางไจ่และอีกไม่กี่คนที่เคยพบผู้อาวุโสจากแดนเทพ ยิ่งสัมผัสได้ว่า ทูตจากตำหนักหงส์อัคคีผู้นี้ แข็งแกร่งกว่าผู้อาวุโสของพวกเขามาก! สถานะก็สูงส่งลึกล้ำยิ่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด
“ลุกขึ้น” เขากล่าว
เหล่าชายชราที่หมอบอยู่จึงกล้าขยับลุกขึ้น
ฟังจากน้ำเสียงของอีกฝ่าย ระบุได้ว่าอายุไม่มาก
เกรงว่าอาจไม่ใช่ ‘คนหนุ่มสาว’ แบบที่คงความเยาว์วัยตลอดกาล แต่เป็นเทพบุตรสูงศักดิ์ที่เกิดในตำหนักสวรรค์
“ขออนุญาตถามท่านกงจื่อ เหตุใดหมื่นปีมานี้แดนเทพจึงหยุดประทานเทวโองการ ผู้ฝึกตนเช่นพวกเราก็ไม่อาจขั้นแปลงเทพบินสู่แดนเทพได้อีก?” หยวนฉางไจ่ถามคำถามที่ผู้ฝึกตนทั้งหมดในแดนอายุวัฒนะอยากรู้นัก
“ยังไม่ถึงเวลา”
“?”
