เวลานั้น ณ ท้องพระโรงฮุ่นหยวน หยวนฉางไจ้ได้เรียกผู้อาวุโสหลายท่านมาประชุม
“เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น”
“มีคนลอบส่องดูยอดเขาฮุ่นหยวน”
หยวนฉางไจ้เป็นผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งของสำนักฮุ่นหยวน ย่อมทรงพลังยิ่งนัก
“ผู้ใดกล้าบังอาจถึงเพียงนี้!”
“คงตายไปแล้ว!”
เหล่าผู้อาวุโสต่างคิดว่า การล่วงเกินผู้แทนของตี้เช่นนี้ มีทางเดียวคือต้องตาย
หยวนฉางไจ้ก็คิดเช่นนั้น “ข้าได้สั่งให้หลิวหยวนหงไปตรวจสอบผู้ที่ตายในวันนี้แล้ว”
“จะเป็นเด็กสาวสกุลเสิ่นคนนั้นหรือไม่”
“เช่นนั้นก็สมควรตายแล้ว”
“นางยังไม่ตาย”
หยวนฉางไจ้สั่งให้หลิวหยวนหงจับตาดูเสิ่นชิงหลีไว้ตั้งแต่แรก หากเด็กสาวคนนั้นตาย หลิวหยวนหงคงมารายงานแล้ว
“ในเมื่อนางมาแล้ว พวกเด็ก ๆ จากเขาเซี่ยงเซียงก็ส่งไปเกลี้ยกล่อมนางได้แล้ว”
“หวังว่านางจะรู้จักดีชั่ว”
“อย่างไรเสียก็เป็นอัจฉริยะ หากใช้การให้แก่สำนักเราได้ และยังได้เกี่ยวดองกับสกุลเผยอีก นับว่าใช้ประโยชน์ได้มาก”
เรื่องที่เสิ่นชิงหลีกวาดล้างสำนักซู่หนี่ว์ สร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงแก่เหล่าผู้อาวุโสที่ปล่อยวางจากหลายสิ่งหลายอย่างมานาน
พวกเขาล้วนยอมรับพรสวรรค์ของเสิ่นชิงหลีจากใจจริง มิฉะนั้นด้วยความเย่อหยิ่งเชื่อมั่นในตนเองของพวกเขา คงสั่งให้หลิวหยวนหงสังหารนางไปนานแล้ว
“หวังว่านางจะเข้าใจความหวังดีของพวกเรา”
“แล้วอสูรเวทระดับเก้าล่ะ เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่”
“ทันทีที่มันเข้าประตูสำนัก ข้าก็ตรวจสอบแล้ว”
หยวนฉางไจ้ไม่ใส่ใจนัก “มันอ่อนล้าอย่างหนัก กำลังฟื้นฟูตัว ยังไม่น่าเป็นห่วง ข้าคาดว่ามันคงพบเคล็ดวิชาลับบางอย่างจึงออกจากป่าสิบทิศได้ ต้องสูญเสียพลังไปมาก
การช่วยเด็กสาวคนนั้นกวาดล้างสำนักซู่หนี่ว์ คงหวังได้ของที่ช่วยฟื้นฟู ตอนนี้ยากจะสู้รบอีก มั่วจวินต้องการมันไม่ใช่หรือ ส่งข่าวให้เขาสักหน่อย แล้วจับไปเสีย”
