วันต่อจากนั้น จวนสกุลเสิ่นก็พลันวุ่นวายขึ้นมา
ทั้งต้องเตรียมการให้เสิ่นจือเนี่ยนไปคัดเลือกหญิงงาม ทั้งยังต้องจัดการงานแต่งของเสิ่นหนานเฉียว
ชาติก่อน เสิ่นจือเนี่ยนแต่งกับแค่บัณฑิตอนาถาคนหนึ่ง ส่วนเสิ่นหนานเฉียวจะเข้าวังเป็นเสี่ยวจู่ ของดี ๆ ล้วนตกเป็นของคนหลัง
แต่ชาตินี้ สถานการณ์กลับตาลปัตร
ต่อให้โจวชื่อตั้งใจปรนเปรอเสิ่นหนานเฉียว เสื้อผ้าเครื่องประดับของเสิ่นจือเนี่ยนก็ยังสูงศักดิ์กว่านางอย่างเทียบไม่ติด นี่ล้วนเป็นสิ่งที่ชาติก่อนไม่มี
เสิ่นหนานเฉียวรู้สึกไม่สมดุลในใจอยู่บ้าง แต่นึกถึงวันที่ได้เป็นฮูหยินขั้นหนึ่ง อารมณ์ก็ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังผ่านการคัดเลือกอันยุ่งยากและเข้มงวดหลายขั้นตอน เสิ่นจือเนี่ยนก็ผ่านด่านมาเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงการคัดเลือกรอบสุดท้ายที่หน้าพระที่นั่ง สถานะในจวนตระกูลเสิ่นก็ยิ่งสูงส่งขึ้น
คืนก่อนวันเข้าวัง
เสิ่นหนานเฉียววางท่าสง่างาม สูงส่งดั่งหงส์ มายังเรือนของเสิ่นจือเนี่ยน มองนางพลางยิ้มแย้ม
“น้องหญิง ข้าลงทุนไปมากเพื่อสืบรู้มา ฝ่าบาททรงโปรดสีเขียวอ่อน หากเจ้าใส่เสื้อผ้าสีเขียวอ่อนในวันพรุ่งนี้ ต้องได้รับเลือกเป็นแน่!”
“ข้าไม่เพียงยกโอกาสคัดเลือกหญิงงามให้เจ้า ยังเอาใจใส่ถึงเพียงนี้ เจ้าควรรู้จักบุญคุณนะ!”
เสิ่นจือเนี่ยนหลุบตาลง ปิดบังแววเย้ยหยันที่แวบผ่านในดวงตา
ชาติก่อน เสิ่นหนานเฉียวบังเอิญใส่ชุดกระโปรงสีเขียวอ่อนพอดี ท่ามกลางหญิงงามผู้ดีที่แต่งกายแพรวพราว ยิ่งดูสดชื่นโดดเด่น จึงเข้าตาฮ่องเต้ ได้รับแต่งตั้งเป็นกุ้ยเหรินอย่างไม่เป็นไปตามขั้นตอนในทันที
ด้วยชาติตระกูลของตระกูลเสิ่น หากเสิ่นหนานเฉียวเข้าวัง ก็ควรเป็นเพียงตาอิ้งขั้นเจ็ด หลังจากรับใช้บนพระแท่นถึงจะเลื่อนเป็นฉางจ้ายขั้นหก
เพราะกระโปรงสีเขียวอ่อนตัวนั้น เสิ่นหนานเฉียวพอเข้าวังก็ได้เป็นกุ้ยเหรินขั้นห้า เรียกได้ว่าสง่างามหาที่สุดมิได้!
ทว่า... เสิ่นจือเนี่ยนหาได้คิดว่า พี่สาวสายตรงจะเมตตาช่วยนางเช่นนี้ ในนั้นต้องมีแผนร้ายบางอย่างที่นางไม่รู้แน่
แต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาอื่นแทรกซ้อน เสิ่นจือเนี่ยนก็แสร้งทำเป็นซาบซึ้ง
“ขอบพระคุณพี่สาวสายตรง!”
“พอดีในจวนเพิ่งตัดชุดกระโปรงปักไหมซูโจวสีเขียวอ่อนให้ข้า วันพรุ่งนี้ข้าจะใส่แน่นอน!”
เสิ่นหนานเฉียวอมยิ้มบาง จากไปด้วยความพอใจ
ชาติก่อน นางเองก็คิดว่าเป็นเพราะโชคดีเช่นกัน
จนกระทั่งถูกกุ้ยเฟยกลั่นแกล้งครั้งแล้วครั้งเล่า เสิ่นหนานเฉียวถึงได้รู้ว่า ครั้งแรกที่ฮ่องเต้พบกุ้ยเฟยนั้น กุ้ยเฟยก็สวมกระโปรงสีเขียวอ่อนตัวหนึ่ง
วันคัดเลือกหญิงงาม การแต่งกายของนางเหมือนกุ้ยเฟยสมัยยังเป็นสาวน้อย จึงได้รับการแต่งตั้งเกินขั้นเพราะเหตุนี้
เพราะเรื่องนี้ กุ้ยเฟยเกลียดชังนางนัก ทั้งยังทำให้เป็นเป้าของวังใน ไม่รู้ต้องพบกับอุบายลอบทำร้ายเท่าใด
ครั้งนี้ ในที่สุดนางก็จะได้ห่างไกลจากวังใน สง่างามดุจเดือนกระจ่าง ให้เสิ่นจือเนี่ยนหญิงรักลาภหลงยศผู้นี้ เดินตามรอยนางเถิด!
……
วันรุ่งขึ้น
เมื่อเห็นเสิ่นจือเนี่ยนออกจากเรือน ใส่กระโปรงสีเขียวอ่อนจริง ๆ เสิ่นหนานเฉียวก็วางใจได้อย่างสนิท
บนรถม้า
เสิ่นจือเนี่ยนสั่งว่า “เปลี่ยนชุดกระโปรงสีน้ำเงินอ่อนที่ข้าให้พวกเจ้าเตรียมเมื่อเช้าให้ข้าที”
ฮั่นต้านบ่าวหญิงถามอย่างสงสัย “คุณหนูรอง คุณหนูใหญ่บอกว่าฝ่าบาททรงโปรดสีเขียวอ่อน หรือว่าหลอกท่านหรือเพคะ?”
เสิ่นจือเนี่ยนยิ้มอย่างมีเลศนัย
“สาวน้อยโง่เอ๋ย ฝ่าบาททรงปูนบำเหน็จให้ท่านพ่อ จึงพระราชทานโควตาคัดเลือกหญิงงามมาเป็นกรณียกเว้น บุตรีตระกูลเสิ่นไม่ว่าจะใส่สีใด ล้วนต้องได้รับเลือกแน่นอน เหตุใดต้องทำเกินความจำเป็นด้วยเล่า?”
ฝูฉวีเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เสิ่นจือเนี่ยนพลางพยักหน้า “ข้าน้อยเองก็ไม่ไว้ใจคุณหนูใหญ่”
ไม่นานนัก ทั้งสองก็แต่งตัวให้เสิ่นจือเนี่ยนเสร็จใหม่
นางสวมกระโปรงแพรบางเลื่อมลายเมฆสีน้ำเงินอ่อนชุดหนึ่ง บนศีรษะไม่มีเครื่องประดับเกินจำเป็น เรือนผมสีดำขลับ เพียงใช้ปิ่นดอกยู่หลานปักรวบไว้เท่านั้น หลอมรวมเสน่ห์เย้ายวนและความบริสุทธิ์สองสิ่งเข้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ฮั่นต้านกล่าวอย่างกังวล “คุณหนูรอง วันนี้เป็นการคัดเลือกรอบสุดท้าย เหล่าซิ่วหนวี่ต้องทุ่มแต่งตัวสุดความสามารถแน่ ท่านแต่งเรียบเกินไปหรือไม่?”
เสิ่นจือเนี่ยนถือกระจกสัมฤทธิ์ในมือ มองคนงามด้านใน ยกยิ้มมุมปาก
“ท่ามกลางซิ่วหนวี่ที่แต่งแพรวพราวเต็มที่ พวกเจ้าแรกสังเกตเห็นอะไร?”
ต่อให้รู้ว่าบุตรีตระกูลเสิ่นต้องได้รับเลือกแน่ นางก็จะทิ้งความประทับใจไว้ในพระทัยฮ่องเต้ ณ วันนี้
ไม่นาน รถม้าก็เข้าวังหลวง ตรงไปยังประตูใหญ่ของวังใน หยุดลงหน้าประตูซุ่นเจิน
เหล่าซิ่วหนวี่ต้องลงรถที่นี่ จากนั้นเดินไปรวมกันที่ด้านข้างตำหนักถี่หยวนเพื่อรอ
บ่าวหญิงไม่มีสิทธิ์เข้าไป เสิ่นจือเนี่ยนติดตามขันทีผู้นำทาง พร้อมกับซิ่วหนวี่นางอื่นเดินเข้าไปด้านใน
เหล่าซิ่วหนวี่ทยอยมาถึง ภาพนั้นคึกคักยิ่ง
แม้ซิ่วหนวี่ที่จะเข้ารอบสุดท้ายได้ ล้วนเป็นคนงามในหมู่คนงาม แต่ยามที่เสิ่นจือเนี่ยนปรากฏตัว ก็ยังมีสายตาจำนวนไม่น้อยจับจ้องนาง
เหตุผลไม่มีอื่นใด
ในวังไม่เคยขาดคนงาม แต่คนที่งามเย้ายวนแต่กำเนิดเช่นนาง ต่อให้เพียงยืนอยู่ตรงนั้นนิ่ง ๆ ก็เผยเสน่ห์เย้ายวนออกมาอย่างนี้ ช่างเป็นหนึ่งเดียว!
ซิ่วหนวี่ไม่น้อยในใจสัญญาณอันตรายดังระรัว ลอบด่า ‘จิ้งจอกยั่วยวน’!
แต่ในวันสำคัญเช่นนี้ ไม่มีใครกล้าก่อเรื่อง ต่อให้ในใจอิจฉา บนหน้าเหล่าซิ่วหนวี่ก็ล้วนสำรวมเรียบร้อย
ตั้งแต่การคัดเลือกรอบแรก เสิ่นจือเนี่ยนก็ตามหาคนผู้หนึ่ง บัดนี้ในที่สุดก็พบคนที่หมายตา!
นางดีใจในใจ ก้าวยาว ๆ เดินเข้าไป “น้องหญิงสกุลจ้าว!”
เจ้าอวิ๋นกุยเคยเป็นเพื่อนเล่นสนิทสมัยเด็กของเสิ่นจือเนี่ยน
บิดาของนางเป็นขุนนางขั้นสี่ แต่นางไม่เคยรังเกียจที่เสิ่นจือเนี่ยนฐานะต่ำต้อย แถมเป็นบุตรีอนุภรรยา
เสิ่นจือเนี่ยนชอบนิสัยโผงผางใจกว้างของเจ้าอวิ๋นกุย ทั้งสองมักเล่นด้วยกันบ่อย ๆ เพราะมีความสัมพันธ์นี้ โจวชื่อจึงไม่กล้าทารุณเสิ่นจือเนี่ยนเกินไป ทำให้นางใช้ชีวิตในเรือนในอย่างสุขสบายหลายปี
ต่อมาบิดาตระกูลเจ้าย้ายไปดำรงตำแหน่งที่เจียงหนาน พวกนางก็ไม่ได้พบกันอีกเลย
ชาติก่อน เสิ่นจือเนี่ยนได้รู้จากปากเสิ่นหนานเฉียวว่า เจ้าอวิ๋นกุยก็อยู่ในเหล่าซิ่วหนวี่ที่เข้าร่วมคัดเลือกเช่นกัน แต่นางกลับถูกไทเฮาทรงตำหนิเพราะไม่เคารพราชวงศ์ รับสั่งให้ทหารองครักษ์ลากตัวออกไป ห้ามเข้าร่วมคัดเลือกหญิงงามอีก
ราชสำนักไม่ได้ระบุว่าเจ้าอวิ๋นกุยไม่ได้รับเลือก นางจึงยังมีสถานะเป็นซิ่วหนวี่ แต่เข้าร่วมคัดเลือกหญิงงามอีกไม่ได้ แถมไม่มีใครกล้าแต่งกับนาง
นางได้แต่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในเรือนไปตลอดชีวิต เป็นหญิงชราที่ทำให้วงศ์ตระกูลอัปยศในสายตาชาวโลก
ต่อให้นิสัยของเจ้าอวิ๋นกุยจะสบาย ๆ ง่าย ๆ แต่ก็ทนความอัปยศและแรงกระทบเช่นนี้ไม่ได้ หลังจากกลับจากวังหลวงก็กระโดดทะเลสาบปลิดชีพตนเอง
เสิ่นจือเนี่ยนรู้ข่าว เศร้าโศกเสียใจอยู่นาน
ต่อให้ในชาติก่อนนางจะได้เป็นฮูหยินขั้นหนึ่ง ทุกครั้งที่หวนนึกถึงเรื่องนี้ ก็ยังปวดใจยิ่งนัก!
ดังนั้น เมื่อเสิ่นหนานเฉียวให้เสิ่นจือเนี่ยนมาคัดเลือกหญิงงาม ชาตินี้นางจึงมองหาเจ้าอวิ๋นกุยมาตลอด แต่เสียดายที่ซิ่วหนวี่ในรอบก่อน ๆ มีมากมาย พวกนางไม่เคยพบกันเลย
“พี่จือเนี่ยน?! เป็นท่านจริง ๆ หรือ?!”
เจ้าอวิ๋นกุยก็จำเสิ่นจือเนี่ยนได้ ใบหน้าสดใสงดงามเปล่งประกายดีใจ รีบเข้ามาทักทายนางอย่างกระตือรือร้น
“ได้ยินว่าตระกูลเสิ่นได้รับโควตาคัดเลือกหญิงงาม ข้ายังนึกว่าเป็นพี่สาวสายตรงของท่านเสียอีก เหตุใดพวกเขาจึงยกโอกาสดีเช่นนี้ให้ท่านได้?”
การได้พบสหายที่ยังมีชีวิตอีกครั้ง ทำให้เสิ่นจือเนี่ยนดีใจยิ่ง ตัดสินใจในใจว่า จะต้องเปลี่ยนชะตาของเจ้าอวิ๋นกุยให้ได้!