เจียงอู๋โยวอาลัยอาวรณ์ขณะเดินไปส่งแม่ลงบันได เธอคล้องแขนอีกฝ่ายไว้แล้วเอ่ยชวนเสียงเบา “แม่คะ ไม่อยู่กินมื้อเย็นด้วยกันจริง ๆ เหรอคะ? จะได้ลองฝีมือทำอาหารของลูกเขยแม่ด้วย”
เถาหว่านชิงส่ายหน้า พลางตบหลังมือบุตรสาวเบา ๆ “ไม่ล่ะ เห็นอาหารที่เสิ่นฉางเกิงทำเมื่อกลางวันนี้แล้ว แม่ก็วางใจไปได้ตั้งเยอะ แม่ต้องกลับแล้ว ถ้าไม่รีบกลับ ทางบ้านสกุลสวีก็จะก่อเรื่องกันอีก”
เจียงอู๋โยวชะงักไป “เกิดอะไรขึ้นคะ?”
เถาหว่านชิงอธิบายให้ฟัง “ก่อนที่พี่สะใภ้รองของลูกจะมา แต่ก่อนแม่ ลุงสวี แล้วก็พี่สะใภ้ใหญ่ของลูกผลัดกันทำอาหาร ช่วงนี้ใกล้สิ้นปี แม่กับลุงสวีมีธุระข้างนอกเยอะ งานในบ้านเลยเปลี่ยนให้สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองผลัดกันเข้าครัว”
เจียงอู๋โยวไม่ค่อยเข้าใจ “แบบนั้นก็ดีแล้วนี่คะ บ้านละวัน ยุติธรรมจะตาย ทำไมถึงทะเลาะกันได้ล่ะ?”
เถาหว่านชิงถอนหายใจ “บ้านใหญ่บ่นว่าอาหารที่บ้านรองทำจืดชืด ไม่ยอมใส่น้ำมันกับเกลือ ส่วนบ้านรองก็บ่นว่าบ้านใหญ่ทำอาหารรสจัดเกินไป น้ำมันกับเกลือในมื้อเดียวแทบจะกินได้ตั้งสองมื้อ”
“แม่ว่าเรื่องนี้ก็แค่ต่างคนต่างเอามาตรฐานของตัวเองไปบังคับอีกฝ่ายเท่านั้นแหละ”
“พี่สะใภ้รองเป็นคนอ่อนไหว คิดว่าพี่สะใภ้ใหญ่จงใจหาเรื่อง ทั้งที่จริงไม่ได้ดูแคลนฝีมือทำกับข้าวของเธอ แต่ดูแคลนตัวเธอต่างหาก ทั้งสองคนเลยแอบแข่งกัน ไม่มีใครยอมใคร”
“ถ้าแม่มัวติดธุระข้างนอกจนกลับช้า ไม่มีใครคอยไกล่เกลี่ย พวกเธอสองคนทำกับข้าวไปก็อาจจะเถียงกันอีก ไม่แน่ว่าสองทุ่มแล้วยังไม่ได้กินข้าวด้วยซ้ำ”
เจียงอู๋โยวฟังจนตาค้าง
แค่เรื่องอาหารเค็มหรือจืด กลับโยงไปถึงเรื่องดูแคลนคนได้ แถมยังลุกลามเป็นอคติต่อคนชนบทอีกด้วย
