หลี่ซิ่วฉินนึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด ริมฝีปากสั่นระริก อยากรีบเอ่ยแก้ตัวสักสองสามคำ
“แม่...”
เถาหว่านชิงยกมือขึ้นห้ามเธอทันที “ตอนนั้นพอฉันกับพ่อสวีตกลงใช้ชีวิตด้วยกัน เราก็คุยกันไว้ก่อนแล้วว่า หลังแต่งงานต่างคนต่างดูแลลูกของตัวเอง ส่วนทรัพย์สินก่อนแต่งงานก็แยกจากกัน”
“เพราะอย่างนั้น ตอนที่พวกเธอสามคนทยอยแต่งงานกัน ไม่ว่าฐานะทางบ้านจะฝืดเคืองแค่ไหน พ่อสวีก็ยังอดทนยืนกราน ไม่รับเงินจากฉันสักหยวน”
“โยวโยวเป็นลูกสาวของฉัน สินเดิมของเธอทั้งหมดเป็นเงินที่ฉันกับพ่อแท้ ๆ ของเธอช่วยกันเก็บไว้ก่อนฉันแต่งงาน ไม่ได้ใช้เงินตระกูลสวีแม้แต่หยวนเดียว”
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หลี่ซิ่วฉินก็นิ่งงันไปทั้งตัว
เธอรู้ว่าแม่สามีมีเงิน และเงินของแม่สามีก็คือเงินของตระกูลสวี ครอบครัวเดียวกัน ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน จะแยกได้อย่างไรว่าเงินไหนของใคร
เธอจึงคิดไปเองโดยไม่ทันไตร่ตรองว่าในเมื่อตระกูลสวียังไม่ได้แยกบ้าน สินเดิมของเจียงอู๋โยวก็คงออกมาจากเงินกองกลาง ในนั้นย่อมมีเงินค่าใช้จ่ายที่บ้านใหญ่ของพวกเธอส่งให้ทุกเดือนด้วย
จนกระทั่งตอนนี้เธอถึงได้เข้าใจว่า ที่แท้พ่อสามีกับแม่สามีตกลงเรื่องนี้กันไว้ก่อนแต่งงานแล้ว
ใจของหลี่ซิ่วฉินปั่นป่วนขึ้นมาอย่างหนัก
ความไม่พอใจเล็ก ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นในใจเมื่อครู่ พลันดูไร้เหตุผลและเอาแต่ใจอย่างยิ่ง
แม่เลี้ยงคนนี้หยิบเงินห้าร้อยหยวนออกมาให้ลูกสาวเป็นสินเดิมได้อย่างง่ายดาย แล้วในมือเธอยังมีเงินอีกเท่าไรกันแน่?
แต่ก่อนเธอรู้เพียงว่าแม่สามีมีความรู้และวาทศิลป์เหนือกว่าผู้หญิงทั่วไป จึงคิดว่าฐานะของตระกูลสวีพอใช้ได้ ใครจะคิดว่าเงินเหล่านี้ไม่ใช่ของตระกูลสวีเลยสักนิด
เธอก้มตาลง ปิดบังความตื่นตะลึงในแววตา ความริษยาที่บอกไม่ถูกค่อย ๆ ผุดขึ้นมาเงียบ ๆ
