แม่เสิ่นยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนวางลงพร้อมรอยยิ้มที่กลับมาแต้มมุมปากอีกครั้ง “คุณแม่ของลูกสะใภ้ใจกว้างจริง ๆ อู๋โยวมีวาสนา ได้พบพ่อแม่ที่รักและเอ็นดูเธอขนาดนี้”
เถาหว่านชิงยิ้มบาง ๆ “พวกเราต่างก็เป็นพ่อแม่ ใครบ้างไม่อยากให้ลูกของตัวเองมีชีวิตที่ดี”
เสิ่นฉางเกิงยื่นมือไปรินน้ำชาเติมให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ขณะริน น้ำชาก็สูงขึ้นมาจนเหลือขอบถ้วยเพียงสองส่วนพอดี
อาหารบนโต๊ะยังอุ่นกรุ่น ทุกคนในห้องส่วนตัวต่างลงมือกิน บรรยากาศระหว่างพูดคุยค่อย ๆ คึกคักขึ้น
บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเริ่มมีมากขึ้น หลังจากทุกคนกินกันพอประมาณแล้ว
เสิ่นฉางเกิงนั่งอยู่ที่เดิม ค่อย ๆ เหยียดปลายเท้าไปสะกิดหลังเท้าพ่ออย่างแนบเนียน จากนั้นก็ส่งสายตาเป็นนัยให้ผู้เป็นพ่ออย่างรวดเร็ว
เสิ่นเหอผิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจสิ่งที่ลูกชายต้องการสื่อในทันที เขาวางถ้วยชาลง สีหน้าจริงจังขึ้น “ในเมื่อเรื่องสินสอดกับสินเดิมตกลงกันเรียบร้อยแล้ว และเด็กทั้งสองก็มีใจตรงกัน เช่นนั้นเราก็กำหนดวันแต่งงานให้พวกเขาเถอะ”
เถาหว่านชิงนั่งหลังตรงขึ้นเล็กน้อย สีหน้ารอบคอบ “ทางเราเป็นฝ่ายหญิง เรื่องสำคัญที่สุดย่อมขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคนหนุ่มสาวทั้งสอง อยากฟังความเห็นทางตระกูลเสิ่นด้วย”
เสิ่นฉางเกิงหันไปมองเจียงอู๋โยวที่นั่งอยู่ข้างกาย แววตาอ่อนโยน ก่อนจะปล่อยให้เธอเป็นคนตัดสินใจ
เจียงอู๋โยวครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยว่า “ควรเผื่อเวลาให้มากพอสำหรับจัดเตรียมข้าวของเข้าบ้านใหม่และเตรียมงานแต่ง ไม่ควรรีบร้อนเกินไป”
หลี่ซิ่วฉินเห็นด้วย “พูดมีเหตุผล งานแต่งต้องมีเวลาเตรียมตัวให้เพียงพอ ถึงจะจัดการทุกอย่างได้เรียบร้อย”
พ่อลูกสกุลสวีต่างเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ค่อยเข้าใจธรรมเนียมจุกจิกเกี่ยวกับการเลือกวันและการเตรียมงานแต่ง จึงได้แต่นั่งฟังเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ
