เสิ่นฉางเกิงมองเธอด้วยแววตาเอ็นดู มุมปากโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน “อืม ส่วนใหญ่ก็ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีสองคนที่บ้านนั่นแหละ”
เจียงอู๋โยวเองก็ตกใจไม่น้อย “ไม่คิดเลยว่าคุณย่าจะให้กำไลฉัน แล้วยังให้เงินขวัญถุงมาอีก 666 หยวน!”
เธอก้มมองตัวเลขที่จดไว้ในสมุด เงินกว่าหกร้อยหยวนไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ ยิ่งรวมกับกำไลวงนั้นแล้ว น้ำใจของผู้เฒ่าทั้งสองช่างหนักหนาเหลือเกิน
เสิ่นฉางเกิงหันมามองเธอ ก่อนถามเสียงเบา “มีอะไรที่อยากซื้อเป็นพิเศษไหม?”
เจียงอู๋โยวหลุดปากตอบ “ฉันอยากได้โทรทัศน์สักเครื่อง แค่อยู่บ้านก็ได้ดูทีวี คิดแล้วก็มีความสุข อยากดูเมื่อไรก็ดูได้เมื่อนั้น”
แต่พอพูดจบ เธอก็ขมวดคิ้ว น้ำเสียงเจือความเสียดายอยู่หลายส่วน “ตอนนี้เงินเราพอแล้วก็จริง แต่ตั๋วซื้อโทรทัศน์หายากเหลือเกิน คูปองอุตสาหกรรมแบบนี้ส่วนใหญ่จะจัดสรรให้บรรดาผู้นำดีเด่นหรือพนักงานเก่าในโรงงาน คนธรรมดาหาได้ยากมาก”
เสิ่นฉางเกิงได้ยินดังนั้นก็นึกถึงของขวัญแต่งงานที่พี่เฮยให้มา “ตั๋วซื้อโทรทัศน์หายากจริง แต่เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเลย”
เจียงอู๋โยวรีบหันไปมองเขา น้ำเสียงเจือแววไม่อยากเชื่อ “คุณหามาได้เหรอ?”
เสิ่นฉางเกิงยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งชื่อพี่เฮย ของขวัญแต่งงานที่เขาให้เราก็คือตั๋วหลายใบ ในนั้นมีตั๋วซื้อโทรทัศน์อยู่ใบหนึ่งพอดี”
เจียงอู๋โยวชะงักไป ก่อนแววดีใจจะปรากฏขึ้นในดวงตา “จริงเหรอ? อย่างนั้นบ้านเราก็ซื้อโทรทัศน์ได้แล้วใช่ไหม?”
“อืม” เสิ่นฉางเกิงมองท่าทางดีใจของเธอ น้ำเสียงอ่อนโยน “พรุ่งนี้พอได้ตั๋วแล้ว เราก็ไปห้างสรรพสินค้ากัน เลือกซื้อสักเครื่อง ต่อไปเราจะได้นั่งดูโทรทัศน์ด้วยกันที่บ้าน”
