เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจนบ้านข้าง ๆ หลายหลังได้ยินเข้า คนที่ชอบมุงดูเรื่องสนุกไม่น้อยต่างถือชามกับตะเกียบ เปิดประตูบ้านแล้วชะโงกหน้าออกมา
บางคนถึงกับถือชามมาที่หน้าบ้านตระกูลสวี กินไปดูเรื่องสนุกไป
โจวเฉียงยืนอยู่ด้านข้าง สีหน้าเขียวคล้ำสลับม่วง
ผู้คนที่มามุงดูยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โจวเฉียงยืนนิ่งอยู่กับที่ ข้างหูมีแต่เสียงแม่ของเขาตบพื้นพลางร้องไห้โวยวาย
เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อนบ้านที่มุงดูดังเข้าหูเป็นระลอก ทำให้ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว
แม้โจวเฉียงจะชอบพูดติดปากว่าตัวเองเกิดในครอบครัวชาวนาจน รากเหง้าบริสุทธิ์ แต่เขาเติบโตในเมืองมาตั้งแต่เด็ก ลึก ๆ แล้วจึงมองตัวเองเป็นคนเมืองเต็มตัวมานานแล้ว
คนเมืองที่ไหนจะมานอนกลิ้งเกลือกอยู่กลางถนน ร้องโวยวายไร้เหตุผลต่อหน้าผู้คนแบบนี้
ท่าทีของแม่ในตอนนี้ต่างอะไรกับชาวชนบทหยาบคายไร้เหตุผลที่เขาพูดถึงนักหนา
ความอับอายปนโทสะจุกแน่นอยู่ในอก โจวเฉียงทั้งร้อนใจทั้งหงุดหงิด เขาก้มลงดึงแขนเหอกุ้ยฮวาอย่างแรง กดเสียงต่ำพลางกัดฟันพูดด้วยความร้อนใจ
“แม่! เลิกก่อเรื่องได้แล้ว! รีบลุกขึ้นเถอะ! คนตั้งมากมายกำลังมองอยู่นะ!”
เหอกุ้ยฮวากำลังร้องไห้อย่างได้อารมณ์ พอลูกชายดึงกลับไม่ยอมลุก ซ้ำยังดิ้นรนหนักกว่าเดิมและขึ้นเสียงดังยิ่งขึ้น “อย่ามาดึงฉันนะ! พวกเขารังแกเรา วันนี้ต้องให้คำอธิบายกับเรามา!”
โจวเฉียงรู้สึกเหมือนหนังศีรษะตึงไปหมด เดิมทีเขาตั้งใจจะเรียกความเห็นใจจากทุกคน แต่แม่กลับทำตัวไร้เหตุผลเช่นนี้ กลายเป็นเปิดโอกาสให้คนอื่นหัวเราะเยาะ จนเสียหน้าไปหมดสิ้น
