เวลา 11 โมงเช้าของวันถัดมา
เป็นช่วงที่แต่ละครอบครัวใกล้จะกินมื้อกลางวัน กลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่วตรอก
โจวเฉียงหิ้วถุงตาข่ายใส่แอปเปิล ส่วนเหอกุ้ยฮวาอุ้มกระป๋องนมมอลต์ที่เหลืออยู่ครึ่งกระป๋อง ทั้งคู่มาถึงบ้านตระกูลสวีบนชั้นสี่
“ก๊อก ๆ ๆ—”
ภายในบ้าน เถาหว่านชิงกำลังผูกผ้ากันเปื้อน หลี่ซิ่วฉินกับเจียงอู๋โยวกำลังช่วยกันยกกับข้าวไปวางบนโต๊ะ
มีอาหารสี่อย่างกับแกงหนึ่งถ้วย ชามกับตะเกียบจัดวางไว้เรียบร้อยแล้ว สวีเจี้ยนหัวก็ล้างมือเสร็จ กำลังจะนั่งลงกินข้าว
พอได้ยินเสียงเคาะประตู ทุกคนก็ชะงักไปพร้อมกัน
จู่ ๆ มีคนมาหาตอนนี้ ออกจะกะทันหันไปหน่อย
เจียงอู๋โยวก้าวไปเปิดประตูรั้ว พอเห็นโจวเฉียงกับเหอกุ้ยฮวายืนอยู่ด้านนอก รอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายไปทันที
โจวเฉียงเห็นเจียงอู๋โยวเข้าก็มีแววตาเป็นประกาย เดินดุ่ม ๆ เข้าไปในบ้านโดยไม่รอใครเชื้อเชิญ
เหอกุ้ยฮวาตามมาติด ๆ แขนกอดกระป๋องนมมอลต์ไว้แน่น ใบหน้าประดับรอยยิ้มตามมารยาท
เธอไม่สนใจเจียงอู๋โยวที่ทำหน้าเย็นชา แล้วเอ่ยถามทันทีว่า “อู๋โยว แม่เธออยู่ไหน? ฉันมีเรื่องสำคัญจะคุยกับแกหน่อย”
เถาหว่านชิงเดินออกมาจากห้องครัว ยังไม่ได้ถอดผ้ากันเปื้อน มือก็ยังเปียกน้ำจากการทำอาหาร พอได้ยินคำพูดนั้น คิ้วก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
สวีเจี้ยนหัวหยุดมือที่กำลังจะนั่งลงข้างโต๊ะอาหาร สีหน้าสงบนิ่งขณะมองแม่ลูกทั้งสองคนในลานบ้าน
เจียงอู๋โยวรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาอย่างยิ่ง ไม่เคยคิดเลยว่าแม่ลูกโจวเฉียงจะบุกมาถึงบ้าน แถมยังเลือกมาตอนมื้ออาหารเสียด้วย
