บนโต๊ะอาหาร ทุกคนต่างเงียบงัน มีเพียงสวีหย่วนฟานที่ยังไร้เดียงสา กะพริบตาปริบ ๆ มองแม่ที มองพ่อที่สีหน้าหม่นคล้ำที แล้วก็มองคุณปู่ที่ไม่พูดอะไร มีเพียงคุณย่าที่สีหน้าสงบนิ่ง คอยคีบอาหารให้เขา
เขาไม่รู้เลยว่าพวกผู้ใหญ่กำลังแย่งชิงห้องห้องหนึ่งกันอยู่เงียบ ๆ
เถาหว่านชิงหยิบตะเกียบ คีบหมูตุ๋นใส่ชามของสวีหย่วนฟาน
“ฟานฟาน ไม่ต้องสนใจเรื่องที่ผู้ใหญ่คุยกัน กินข้าวต่อเถอะ”
พอถูกเรียกชื่อ สวีหย่วนฟานก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองชิ้นเนื้อที่เพิ่มเข้ามาในชาม แล้วก้มหน้ากินข้าวอย่างว่าง่ายด้วยตะเกียบที่ยังใช้ไม่คล่อง
“ย้ายฟานฟานไปย้ายมาเดี๋ยวก็ยุ่งยากเปล่า ๆ อยู่กันแบบเดิมนี่แหละ”
“ทางฝั่งเว่ยหมินมีปัญญาชนหนุ่มที่ถูกส่งไปชนบทคนใหม่ไปรับช่วงงานแล้ว ช่วงสองสามวันนี้เขาก็จะซื้อตั๋วรถแล้วเดินทางกลับเมือง อีกไม่กี่วันก็คงถึงบ้าน”
พอได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของหลี่ซิ่วฉินก็เปลี่ยนฉับพลัน เธอแทบจะหลุดปากออกมาทันที “พวกเขาไม่ได้บอกว่าต้นเดือนหน้าค่อย—”
ยังไม่ทันพูดจบ สวีเว่ยกั๋วที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ใจหายวาบ กลัวว่าเธอจะเถียงต่อหน้าทุกคนจนเรื่องบานปลายและทำให้บรรยากาศแย่ลง
เขาไม่สนใจคนอื่นบนโต๊ะอาหาร ยื่นมือคว้าแขนหลี่ซิ่วฉินแล้วลากกึ่งประคองกึ่งฉุด พาเธอกลับเข้าไปในห้องของสามีภรรยา
เสียง “ปัง” ดังขึ้นเมื่อประตูห้องถูกปิดอย่างแรง
เสียงประตูที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้สวีหย่วนฟานตกใจ ตะเกียบในมือเด็กน้อยร่วง “แปะ” ลงบนโต๊ะอาหาร
คำพูดโต้ตอบกันไปมาของผู้ใหญ่เมื่อครู่ เขาฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง พอเห็นแม่ถูกพ่อกระชากลากเข้าไปในห้อง ทั้งสองคนเริ่มทะเลาะกัน ความหวาดกลัวที่ไม่รู้สาเหตุก็พลันเข้าครอบงำเขา
