เช้าวันถัดมา
เจียงอู๋โยวยืนอยู่ตรงหน้าประตู ก้มตัวเตรียมสวมรองเท้า แต่พอหย่อนกายลงเล็กน้อยก็รู้สึกปวดเมื่อยตรงเอว จนอดขมวดคิ้วไม่ได้
เธอหันไปถลึงตามองเสิ่นฉางเกิงที่ยืนอยู่ข้างกาย
“เป็นเพราะคุณคนเดียวเลย เมื่อคืนฉันบอกให้หยุดตั้งนานแล้ว คุณก็ยังไม่ยอม ทำเอาวันนี้ฉันตื่นสายขนาดนี้ แค่ย่อตัวนิดเดียวก็ปวดไปทั้งตัวแล้ว”
พอได้ยินเช่นนั้น แววสำนึกผิดก็วาบผ่านดวงตาของเสิ่นฉางเกิง เขารีบย่อตัวลง หยิบรองเท้าหนังใบเล็กข้างเท้าเธอขึ้นมา แล้วค่อย ๆ สวมให้ด้วยความใส่ใจ
“ผมผิดเอง” เขาเงยหน้ามองเธอ “พอไปทำงานแล้ว ผมจะไม่กวนคุณจนดึกขนาดนั้นอีก”
“ฮึ พูดแล้วก็ต้องทำให้ได้ล่ะ”
เสิ่นฉางเกิงลูบจมูกอย่างกระดากใจ ที่จริงเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ไหม เพราะหลังจากครั้งหนึ่งแล้ว ก็ยังอยากมีครั้งต่อไปอีก
เจียงอู๋โยวเม้มปาก ในใจยังคงขุ่นเคืองอยู่
เมื่อเห็นเสิ่นฉางเกิงหิ้วของจนเต็มมือข้างหนึ่งถือของบำรุงร่างกายหลายอย่างที่เตรียมเอาไปให้แม่ของเธอกับลุงสวี อีกข้างยังถือกระเป๋าสะพายข้างของเธอไว้
พอเห็นเขาอยู่ในสภาพเช่นนั้น ความปวดเมื่อยตามตัวกับความขุ่นเคืองในใจก็ไม่รู้ทำไมถึงค่อย ๆ มลายไปกว่าครึ่งอย่างเงียบเชียบ
เธอส่งเสียงฮึเบา ๆ ปากยังไม่ยอมอ่อนข้อให้ “ถือของให้ดีล่ะ อย่าทำตกกลางทางก็แล้วกัน”
เสิ่นฉางเกิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยิน ขณะมือทั้งสองข้างหิ้วของเต็มไปหมด เขาก็แกว่งของที่ถืออยู่ให้ดู
“วางใจเถอะ ผมจับแน่นอยู่แล้ว”
เรื่องนี้เจียงอู๋โยวเข้าใจดี เพราะเมื่อสองคืนก่อนเธอเพิ่งได้สัมผัสแรงมือของเขามา…
แก้มของเจียงอู๋โยวร้อนผ่าวขึ้นเล็กน้อย เธอค้อนเขาแล้วเอื้อมมือผลักแขนเขาเบา ๆ “เลิกพูดจาทะลึ่งได้แล้ว รีบไปกันเถอะ”
