“พี่เฮยเองก็มีความลำบากใจของเขา เขามีช่องทางอยู่ในมือมากมาย อยากลองบุกเบิกเส้นทางของตัวเอง อีกอย่างเงินก้อนนี้เขาก็ไม่ได้หักเราไปสักเฟิน เขาทำได้ดีมากแล้ว”
พอได้ยินคำพูดนี้ หลี่ว์เจิ้งก็รู้สึกราวกับถูกหักหลัง
“เหล่าเฉา! นายช่วยพูดแทนเขาได้ยังไง? พวกเราอยู่ข้างเดียวกันนะ ลืมไปแล้วหรือว่าตอนนั้นเราคลำทางกันอย่างยากลำบาก แกะโทรทัศน์ไปตั้งกี่เครื่องกว่าจะเข้าใจเทคนิค เปลือกกับชิ้นส่วนโทรทัศน์ที่ถอดออกมากองเต็มห้องไปครึ่งห้อง มือเราก็ด้านไปตั้งเท่าไร?”
“จากโทรทัศน์เครื่องละสิบกว่าหยวน พวกเราสามคนค่อย ๆ ช่วยกันดันราคาขึ้นไปเป็นเครื่องละห้าสิบหกสิบหยวน ตอนนี้เขาบอกจะแยกไปทำคนเดียวก็ทำ แล้วพวกเราต้องคุกเข่าขอบคุณเขาด้วยหรือไง?”
เฉาเจิ้งเต๋อมองท่าทีตื่นเต้นของหลี่ว์เจิ้ง ก่อนหลุบตาลงเล็กน้อย
“ฉันไม่ได้ช่วยเขา แค่พูดตามตรงเท่านั้นเอง ธุรกิจนี้แต่เดิมก็เป็นการฉวยโอกาสหากำไร ถ้าเรื่องแดงขึ้นมา ไม่เป็นผลดีกับใครทั้งนั้น”
“พวกเราหยุดตอนที่ยังได้กำไรดีกว่า รับเงินก้อนนี้แล้วปิดฉากกันอย่างปลอดภัย จากนั้นค่อยหาทางทำเงินอย่างอื่น”
เสิ่นฉางเกิงนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ไม่พูดอะไรสักคำ สายตานิ่งสงบจับอยู่ที่เฉาเจิ้งเต๋อ ในใจเริ่มมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมาเลือนราง
เสิ่นฉางเกิงมองใบหน้าของเฉาเจิ้งเต๋อ น้ำเสียงฟังสบาย ๆ
“เหล่าเฉา ฟังจากที่นายพูด เหมือนจะหาทางทำเงินทางใหม่ไว้แล้วหรือ?”
เฉาเจิ้งเต๋อชะงักไป ดวงตาเบนไปทางอื่นโดยไม่รู้ตัว มือที่จับแก้วน้ำกำแน่น ผ่านไปครู่ใหญ่จึงตอบอ้อมแอ้ม
“กะ...ก็พอหาได้แล้ว”
หลี่ว์เจิ้งหันขวับไปมองเฉาเจิ้งเต๋อ
“เอาเถอะ มิน่าล่ะถึงเอาแต่เกลี้ยกล่อมให้ฉันเลิก ที่แท้ก็หาทางลงใหม่ไว้ตั้งนานแล้วนี่เอง!”
