ด้วยความพยายามของเสิ่นฉางเกิง มันฝรั่งเส้นผัดเปรี้ยวเผ็ดจานหนึ่งก็ถูกยกออกมา เส้นที่หั่นมีขนาดใหญ่กว่าตามร้านอาหารเล็กน้อย พริกแดงประดับอยู่ท่ามกลางเส้นมันฝรั่ง กลิ่นเปรี้ยวเผ็ดหอมฉุยจากน้ำมันร้อนอบอวลไปทั่วห้อง
เจียงอู๋โยวขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ ก่อนจะหยิบตะเกียบคีบขึ้นมาชิมหนึ่งคำ มันฝรั่งกรอบกำลังดี รสเปรี้ยวหอมช่วยเจริญอาหาร ส่วนความเผ็ดก็พอดิบพอดี
“เปรี้ยวก็เปรี้ยว เผ็ดก็เผ็ด กินกับข้าวอร่อยมาก!”
พอเสิ่นฉางเกิงได้ยินเธอพูดเช่นนั้น ความมั่นใจก็เพิ่มขึ้นเป็นกอง เขาจึงเข้าครัวไปทำกับข้าวอีกอย่างกับน้ำแกงหนึ่งหม้อ
กับข้าวง่าย ๆ ไม่กี่อย่าง ทั้งสองนั่งกินไปดูโทรทัศน์ไป รู้สึกอิ่มเอมใจเป็นพิเศษ
*
เสิ่นฉางเกิงอาบน้ำเสร็จแล้ว มือพาดผ้าขนหนูไว้พลางเช็ดผมไปด้วย ก่อนเดินออกมาจากห้องน้ำ
เพิ่งก้าวเข้าไปในห้องนอน ก็เห็นเจียงอู๋โยวนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง มือประคองธนบัตรปึกใหญ่ที่พับเรียงอย่างเป็นระเบียบ ปลายนิ้วกำลังนับทีละใบ
ฝีเท้าของเสิ่นฉางเกิงชะงักกึก การเช็ดผมก็หยุดลงเช่นกัน
“นี่คือ...”
เจียงอู๋โยวได้ยินเสียงจึงเงยหน้ามองมา มือยังคีบธนบัตรอยู่สองสามใบ แววตาเจือรอยยิ้ม
“เป็นอะไรไป ตกใจเหรอ?”
พูดพลางยกธนบัตรปึกหนาขึ้นมาแกว่งเบา ๆ เสียงกระดาษเสียดสีกันดังกรอบแกรบ
เสิ่นฉางเกิงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ผ้าขนหนูพาดอยู่บนไหล่ แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“บ่ายวันนี้ฉันไปไปรษณีย์ ก็ไปขึ้นธนาณัติโดยเฉพาะน่ะ”
แสงสีเหลืองนวลจากโคมไฟตั้งโต๊ะทาบลงบนใบหน้าของเธอ ดวงตาและคิ้วโค้งขึ้นอย่างยินดีปรีดา
“จริง ๆ แล้วเวลาว่างฉันเขียนนิยายมาตลอด กระแสตอบรับก็ไม่เลวเลย มีคนอ่านชอบอยู่ไม่น้อย”
“สัญญาที่ฉันทำกับสำนักพิมพ์นิตยสารเป็นแบบแบ่งผลกำไร ไม่มีค่าต้นฉบับขั้นต่ำ จะได้มากได้น้อยก็ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของคนอ่าน”
