ถานหยุนชูเงียบไป
ช่างภาพก็อดไม่ได้ที่จะเลื่อนกล้องไปทางเจียนอวี๋เล็กน้อย
ไม่มีใครคิดว่าเขาจะชี้ปัญหาออกมาได้ถึงสามข้อ เพียงพูดไม่กี่ประโยค
ถานหยุนชูยังไม่ยอมแพ้
“ต่อให้พวกเขาสงสัยฉัน ก็ใช่ว่าจะหาตัวคนเจอ โซนอุปกรณ์ใต้ดินกว้างมาก แค่ซ่อนเป้าหมายให้มิดชิดพอ...”
เจียนอวี๋บ้วนปาก
“ตามกติกาของรายการ ทีมไขคดีสามารถขอแผนผังโครงสร้างของโรงแรมได้”
“โซนอุปกรณ์ดูซับซ้อนก็จริง แต่จุดที่พอจะซ่อนคนได้มีไม่มาก ไล่ตรวจทีละจุดก็ใช้เวลาไม่นาน”
“อีกอย่าง พอเป้าหมายถูกควบคุมตัว ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าจะเงียบตลอดเวลา หากร้องหรือทำข้าวของกระทบกัน พนักงานแถวนั้นก็อาจได้ยิน”
เขาหยิบผ้าขนหนูมาเช็ดหน้าแล้วพูดต่อ “ยังมีอีกข้อที่สำคัญที่สุด”
“อะไร?”
“แล้วเธอจะออกมาได้ยังไง?”
ถานหยุนชูตอบโดยไม่ทันคิด “ย้อนกลับไปทางเดิม”
“โซนอุปกรณ์มีทางออกแค่สองทาง ทางหนึ่งไปลานจอดรถ อีกทางไปทางเดินพนักงาน ทั้งสองทางมีกล้องวงจรปิด ใครเข้าออกในช่วงเวลาเกิดเหตุก็จะอยู่ในรายชื่อที่ต้องตรวจสอบทั้งหมด”
“ถ้าเธอแอบเข้าไปซ่อนตัวก่อน กล้องก็จะบันทึกภาพตอนเข้าไป”
“ถ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังเกิดเหตุ ส่วนสูง รูปร่าง และท่าทางการเดินก็เอามาเปรียบเทียบได้”
“ถ้าให้ฉันออกไปสร้างหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ ความเสี่ยงที่เธอลงมือคนเดียวก็ยิ่งเพิ่มขึ้น”
หลังคำวิเคราะห์ต่อเนื่องจบลง ห้องก็เงียบไปหลายวินาที
ถานหยุนชูก้มมองแผนในโทรศัพท์
เมื่อคืนเธอใช้เวลาศึกษาถึงสามชั่วโมง และคิดว่าตัวเองอุดช่องโหว่ส่วนใหญ่ได้หมดแล้ว
แต่เจียนอวี๋ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ก็รื้อแผนทั้งหมดของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี
แถมเธอยังโต้แย้งปัญหาแต่ละข้อไม่ได้เลย
เมื่อการถ่ายทอดสดเริ่มอย่างเป็นทางการ ในทีมไขคดีมีทั้งตำรวจสืบสวน ทนายความ และนักไขปริศนาผู้มากประสบการณ์
แค่ด่านเจียนอวี๋ยังผ่านไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรับมือกับคนเหล่านั้น
ถานหยุนชูสูดหายใจลึก แล้วปิดโทรศัพท์เสียเลย
“เอาเถอะ ฉันยอมล้มเลิกแผนนี้”
เธอเงยหน้า สายตาหยุดอยู่บนใบหน้าของเจียนอวี๋
“คุณหาช่องโหว่ได้ตั้งเยอะขนาดนี้ แสดงว่าคงมีแนวคิดที่ดีกว่าใช่ไหม?”
เจียนอวี๋วางผ้าขนหนูกลับที่เดิม
“มี”
“แบบไหน?”
“คดีฆาตกรรมในห้องปิดตาย”
“ห้องปิดตาย?”
ถานหยุนชูชะงักไปครู่หนึ่ง
โลกใบนี้ย่อมมีแนวคิดเรื่องห้องปิดตายอยู่แล้ว
แต่คดีห้องปิดตายที่เล่าลือกัน ส่วนใหญ่ก็แค่ฆาตกรซ่อนอยู่ในห้อง หรือไม่ก็มีลูกกุญแจสำรอง ตรวจดูประตูหน้าต่างสักหน่อยก็พบพิรุธแล้ว
“ประตูล็อกจากด้านใน หน้าต่างปิดสนิท ไม่มีทางออกทางอื่น” เจียนอวี๋กล่าว “หลังเกิดเหตุ ในห้องจะเหลือเพียงผู้เสียหาย”
ความคิดแรกของถานหยุนชูคือเป็นไปไม่ได้
“แล้วเราจะออกมาจากข้างในได้ยังไง?”
“เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องตอนเกิดเหตุ”
“กลไกระยะไกล?”
“จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้ แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่กลไก หากเป็นช่องว่างของเวลา”
เจียนอวี๋หยิบกระดาษจากโต๊ะมาแผ่นหนึ่ง แล้ววาดตำแหน่งประตูห้องกับกลอนนิรภัยด้านในอย่างคร่าว ๆ
“ระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์ของห้องสวีตบันทึกเวลาใช้คีย์การ์ดได้ และเมื่อกลอนนิรภัยถูกล็อก ต่อให้คนข้างนอกมีคีย์การ์ด ก็เปิดประตูได้เพียงเล็กน้อย”
“เพราะฉะนั้น ขอแค่ทำให้ทุกคนยืนยันได้ว่ากลอนนิรภัยอยู่ในสถานะล็อก พวกเขาก็จะเข้าใจไปเองว่า หลังคนจัดฉากออกไปแล้ว ยังมีคนอยู่ในห้อง”
ถานหยุนชูจ้องภาพบนกระดาษ
“แต่กลอนนิรภัยต้องล็อกจากด้านในนี่”
“ตามปกติก็ใช่”
เจียนอวี๋ขีดเส้นข้างกลอนนิรภัย
“แต่ในแผนนี้ กลไกการจัดฉากจะทำให้มันกลับไปอยู่ในตำแหน่งล็อกได้ โดยไม่ต้องมีใครอยู่ในห้อง”
“เพื่อไม่ให้เหลือร่องรอยให้สังเกตได้ง่าย ส่วนประกอบที่ใช้จัดฉากจะถูกเก็บออกไป หลังกลอนเข้าที่แล้ว สุดท้ายก็เหลือเพียงกลอนนิรภัยที่ล็อกอยู่ตามปกติ”
สีหน้าของถานหยุนชูค่อย ๆ จริงจังขึ้น
“ถ้ามีอะไรเสียดสีกับกรอบประตู ก็อาจทิ้งร่องรอยไว้ได้”
“เพราะอย่างนั้นถึงต้องออกแบบให้ลดการสัมผัสและร่องรอยให้น้อยที่สุด อุปกรณ์จัดฉากจะทำหน้าที่เพียงชั่วคราว และไม่ทิ้งสิ่งแปลกปลอมไว้ในที่เกิดเหตุ”
เจียนอวี๋เติมเส้นลงไปอีกสองสามเส้น
“แล้วผู้เสียหายล่ะ?”
“รายการนี้เป็นการจำลองการก่อเหตุ ผู้เสียหายจะให้ความร่วมมือเข้าไปในห้อง คนที่ต้องหลอกจริง ๆ คือทีมไขคดี”
เจียนอวี๋ชี้ไปกลางห้อง
“ก่อนอื่นให้เป้าหมายอยู่ในตำแหน่งที่กำหนด จากนั้นใช้อุปกรณ์นิรภัยของรายการช่วยพยุง แล้วจัดภาพให้ดูคล้ายถูกแขวนด้วยเชือก”
“หลังจากนั้นค่อยใช้กลไกจัดฉากให้ตำแหน่งของอุปกรณ์เปลี่ยนไปเมื่อเราออกจากห้องแล้ว เป้าหมายจะไม่บาดเจ็บ แต่เมื่อมองผ่านช่องประตู ก็จะดูราวกับลอยอยู่กลางห้อง”
ถานหยุนชูถามต่อทันที “หลังจากตำแหน่งอุปกรณ์เปลี่ยนแล้ว จะเอาไปไว้ที่ไหน? ถ้ามีของเพิ่มขึ้นมาในห้องสวีต ยังไงก็ต้องถูกพบแน่”
“มันเป็นของที่อยู่ในห้องอยู่แล้ว”
เจียนอวี๋ทำเครื่องหมายตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์บนกระดาษ
“แค่ปรับการจัดวางให้กลับไปอยู่ในตำแหน่งที่สมเหตุสมผล หลังทำหน้าที่เสร็จ ต่อให้ทีมไขคดีเห็นเข้าก็จะคิดว่าเป็นของตกแต่งธรรมดา”
“แล้วอุปกรณ์ตั้งเวลาล่ะ? จะไม่ทิ้งไว้เหรอ?”
“ไม่ใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์”
“ถ้าอย่างนั้นจะควบคุมเวลาได้ยังไง?”
“อาศัยการเปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ของสิ่งของที่มีอยู่ในห้อง กระบวนการทั้งหมดไม่จำเป็นต้องแม่นยำระดับวินาที แค่ควบคุมให้อยู่ในช่วงเวลาที่ต้องการก็พอ”
เจียนอวี๋อธิบายต่อโดยไม่หยุด ตั้งแต่ลำดับการเข้าไปในห้องจนถึงเส้นทางออก จากการจัดฉากให้ประตูดูเหมือนล็อกจากด้านใน ไปจนถึงการทำให้ร่องรอยในที่เกิดเหตุชวนให้เข้าใจผิด
ทุกขั้นตอนเชื่อมโยงกับขั้นตอนถัดไปอย่างแนบแน่น
กลอนประตูช่วยสร้างภาพของห้องปิดตาย
ช่องว่างของเวลาตัดความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองคนกับช่วงเวลาเกิดเหตุ
ข้าวของที่มีอยู่ในห้องถูกนำมาใช้จัดฉาก จึงไม่เกิดอุปกรณ์แปลกปลอมที่หาที่มาไม่ได้
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น บันทึกจากระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์จะยืนยันเพียงว่าพวกเขาออกจากห้องไปก่อน กลับกลายเป็นช่วยสร้างหลักฐานยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ
ตอนแรกถานหยุนชูยังพอถามโต้ได้
“ถ้าทีมไขคดีตรวจอุปกรณ์พยุงล่ะ?”
“พวกเขาจะรู้ว่าเป็นอุปกรณ์จำลอง แต่จะมองไม่ออกว่าห้องปิดตายเกิดขึ้นได้ยังไง รายการตัดสินว่าใครสามารถจำลองกระบวนการทั้งหมดได้ ไม่ใช่ดูว่าผู้เสียหายตายจริงหรือเปล่า”
“ถ้าพวกเขาสงสัยว่ากลอนนิรภัยถูกขยับล่ะ?”
“สงสัยไม่ได้แปลว่าพิสูจน์ได้ กลอนนิรภัยไม่เสียหาย และไม่มีเครื่องมือที่ใช้ประโยชน์ได้ทิ้งอยู่ด้านนอกประตู”
“ถ้าพวกเขาสืบเรื่องเราล่ะ?”
“ทุกทีมที่จำลองการก่อเหตุจะถูกตรวจสอบอยู่แล้ว การที่เราไปอยู่ใกล้ห้องของเป้าหมายล่วงหน้าไม่ได้แปลกอะไร รายการอนุญาตให้ผู้เข้าแข่งขันสำรวจสถานที่”
พอถามไปเรื่อย ๆ เธอก็หมดคำพูดในที่สุด
ภาพบนกระดาษไม่ได้ซับซ้อนอะไร
แต่ขั้นตอนที่ดูธรรมดาเหล่านี้เอง เมื่อประกอบเข้าด้วยกันกลับกลายเป็นห้องปิดตายที่ทำให้คนหาทางเริ่มสืบไม่ถูก
ช่างภาพยืนแบกกล้องอยู่ข้างประตู แม้แต่ลมหายใจก็ยังผ่อนให้เบาลง
เขาเคยตามถ่ายผู้เข้าแข่งขันมาหลายคน
บางคนวางแผนสร้างคำให้การเท็จ บางคนเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าหลบหนี และบางคนก็พยายามอาศัยมุมอับของกล้องวงจรปิดเพื่อหลบเลี่ยงการสืบสวน
แต่ไม่มีใครมีแผนรัดกุมได้เท่าเจียนอวี๋
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ทุกครั้งที่ถานหยุนชูเสนอช่องโหว่ เจียนอวี๋ก็ตอบได้ทันที
ราวกับคดีนี้ถูกเขาจำลองอยู่ในหัวมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
