หลินเยวี่ยอวิ๋นรู้เรื่องที่ป้าสะใภ้รองกับลูกพี่ลูกน้องหญิงทั้งสองปักผ้าเช็ดหน้าไปขายเช่นกัน จึงไม่ได้ใส่ใจคำพูดของหวังซื่อแห่งบ้านรอง
ขณะเดียวกัน นางก็รู้ว่าตาเฒ่าหลินตั้งใจแน่วแน่จะบีบให้นางมอบเงิน 20 ตำลึงให้แล้ว
ไม่อย่างนั้น วันนี้พวกนางพี่น้องทั้งสามอาจถูกไล่ออกจากเรือนเก่า
อย่างไรเสีย เมื่อแยกบ้านกันแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้ยังอยู่ร่วมกันอีก
หลินเยวี่ยอวิ๋นไม่มีทางยอมให้ตาเฒ่าหลินเอาเปรียบ การยอมอ่อนข้อให้ครั้งหนึ่งย่อมนำมาซึ่งการกดขี่อีกนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่แน่ว่าพอแยกบ้านแล้ว กลับต้องใช้ชีวิตเหมือนยังไม่ได้แยกเสียอีก แบบนั้นยิ่งแย่เข้าไปใหญ่
ในเมื่อแยกบ้านแล้ว ก็ต้องแยกกันให้เด็ดขาด
อย่างมากนางก็พาน้องชายกับน้องสาวไปเช่าบ้านอยู่ในหมู่บ้าน
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หลินเยวี่ยอวิ๋นก็ลงมือทำตามนั้น
“พูดตรง ๆ ท่านก็แค่ลำเอียง เข้าข้างบ้านใหญ่ แล้วรีดแรงงานจากคนบ้านรองกับบ้านสามอย่างหนัก เพื่อเลี้ยงคนทั้งบ้านใหญ่”
“ท่านทำเช่นนี้ ไม่รู้สึกละอายต่อครอบครัวของลูกชายอีกสองบ้านบ้างหรือ”
มาถึงขั้นนี้แล้ว หลินเยวี่ยอวิ๋นก็ไม่กลัวจะล่วงเกินตาเฒ่าหลิน นางพูดออกมาตรง ๆ
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา แม้แต่หวังซื่อแห่งบ้านรองกับลูกสาวทั้งสองก็ยังอดพยักหน้าเห็นด้วยเงียบ ๆ ไม่ได้ ราวกับอยากให้นางพูดต่อ
หลินเยวี่ยอวิ๋นไม่ทำให้พวกนางผิดหวัง นางพูดต่อว่า
“หลายปีมานี้ คนบ้านรองกับบ้านสามต่างทำงานให้บ้านใหญ่โดยไม่เคยปริปากบ่น!”
“แต่ตั้งแต่นี้ไป บ้านสามของพวกเราจะไม่รับใช้ใครอีกแล้ว”
“พวกท่านยังจะวางท่าเป็นผู้ใหญ่ บีบให้ข้าเอาเงินออกมาอีกหรือ!”
“ข้าไม่ยอมทนให้พวกท่านข่มเหงหรอก”
“ข้าจะไปตามหัวหน้าหมู่บ้านกับผู้นำตระกูลมาให้ช่วยตัดสินเดี๋ยวนี้”
“มีที่ไหนกันที่แยกบ้านไปแล้ว ปู่ยังจะเรียกเงินทองที่หลานสาวหามาได้ไปอีก!”
