ในตอนนั้นเอง ตาเฒ่าหลินสังเกตเห็นว่าหลินเหล่าซานกำลังจะจากไป จึงรีบเอ่ยขึ้นว่า
“เหล่าซาน! เจ้าลองพูดมาสิ! เรื่องที่ลูกสาวเจ้าผลักข้าจนเอวเจ็บน่ะ!”
“บ้านสามของเจ้าคิดจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร?”
คำพูดของตาเฒ่าหลินนับว่ามีชั้นเชิงอยู่บ้าง
เขาไม่ได้พูดตรง ๆ ว่าต้องการให้บ้านสามชดใช้เงิน
แต่ทุกถ้อยคำล้วนแฝงนัยว่าต้องชดใช้เงินทั้งสิ้น
หลินเหล่าซานที่กำลังหันหลังจะเดินออกจากห้องของพ่อแม่ชะงักไปทันที ในใจคิดว่า
“ลูกสาวข้าก็พูดไปแล้วนี่ว่า ไม่ได้ผลักจนเป็นเหตุให้บาดเจ็บเสียหน่อย!”
“เหตุใดพอออกจากปากท่านพ่อ กลับกลายเป็นว่าลูกสาวข้าเป็นคนผลักไปได้?”
เมื่อคิดเช่นนั้น หลินเหล่าซานก็ถามออกไปตรง ๆ ว่า
“ท่านพ่อพูดผิดหรือไม่ขอรับ?”
“เมื่อวานตอนข้ากลับมา ข้าได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า”
“ท่านเผลอเหยียบกล้องยาสูบจนล้ม เอวถึงได้บาดเจ็บเอง”
“เหตุใดจึงกลายเป็นว่าอวิ๋นเอ๋อร์ผลักท่านไปได้เล่า?”
ตาเฒ่าหลินได้ยินดังนั้น แววตาพลันวูบไหว คิ้วขมวดมุ่นพลางคิดในใจว่า
“ทีหลังข้าเหยียบกล้องยาสูบจนเอวเคล็ดจริง ๆ นั่นแหละ”
“แต่เหล่าซานรู้ได้อย่างไร?”
“ยังบอกอีกว่าชาวบ้านเป็นคนเล่าให้ฟัง?”
“ใครกันนะ? หรือมีคนเห็นตั้งแต่ตอนแรกว่าข้าแกล้งทำเป็นเอวเคล็ด?”
“เป็นไปไม่ได้กระมัง?”
“ขนาดหมอหลิวยังถูกข้าหลอกได้เลยไม่ใช่หรือ?”
“ช่างเถอะ อย่างไรเหล่าซานก็ต้องชดใช้เงินให้ข้า”
เมื่อคิดเช่นนั้น ตาเฒ่าหลินก็แค่นเสียงเย็นชาแล้วพูดอย่างดูแคลนว่า
“ฮึ! เหล่าซาน เจ้าเองก็คิดจะไม่ยอมรับผิดด้วยหรือ?”
คำพูดนี้ฟังราวกับว่าหลินเยวี่ยอวิ๋นผลักเขาจนล้มเอวเคล็ด แล้วยังไม่ยอมรับผิดอย่างไรอย่างนั้น
