เวลานี้ หลินเยวี่ยอวิ๋นเห็นรอยฝ่ามือแดงชัดเจนบนใบหน้าของน้องชายคนเล็กวัยเพียง 7 ขวบเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น เสื้อผ้าใหม่สองชุดที่นางเพิ่งซื้อให้หลินเยวี่ยหมิงเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งตั้งใจซื้อเผื่อให้ใหญ่กว่าตัวเล็กน้อย กลับไปอยู่ในมือของเจ้าก้อนอ้วนหลินเยวี่ยกวงได้อย่างไร?
หยางซื่อที่อยู่ข้าง ๆ หันหลังให้หลินเยวี่ยอวิ๋นซึ่งเพิ่งเดินเข้ามาพอดี นางยังคงพูดจาถากถางหลินเยวี่ยหมิงอย่างเหน็บแนม
“ถุย เด็กกำพร้าแม่อย่างเจ้า เป็นแค่เด็กบ้านนอก จะต้องใส่เสื้อผ้าเนื้อดีขนาดนี้ไปทำไม”
“ให้กวงเอ๋อร์ของพวกเราใส่ต่างหาก ถึงจะขับเน้นความสูงส่งออกมาได้”
“เจ้ามีอะไรให้ต้องน้อยใจด้วยหรือ?!”
ชั่วพริบตา โทสะของหลินเยวี่ยอวิ๋นก็พลุ่งขึ้นจนแทบระเบิด
กล่าวได้ว่าไม่ว่าจะเป็นชีวิตนี้หรือชีวิตก่อน นางไม่เคยโมโหเท่าครั้งนี้มาก่อนเลย
“ท่านป้าสะใภ้ใหญ่?! ท่านเห็นข้าเป็นหัวหลักหัวตอหรืออย่างไร?!” หลินเยวี่ยอวิ๋นตวาดเสียงเย็น
หยางซื่อสะดุ้งกับเสียงตวาดที่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน หัวใจพลันกระตุกวูบ
จากนั้นหยางซื่อก็ยังหน้าด้านหน้าทน พูดอย่างถือดีว่า
“อะไร?! ข้าพูดผิดตรงไหนหรือ?!”
“อนาคตกวงเอ๋อร์ของพวกเราก็ต้องไปเรียนหนังสือและสอบเอาชื่อเสียง”
“เสื้อผ้าสองชุดนี้เจ้าไม่ใส่แล้ว ให้กวงเอ๋อร์ใส่ไปเรียนหนังสือเสีย ไม่ดีหรืออย่างไร?!”
หลินเยวี่ยหมิงได้ยินดังนั้นก็ร้องไห้โฮ สะอื้นเอ่ยว่า
“นี่เป็นเสื้อผ้าใหม่ที่พี่สาวใหญ่ซื้อให้ข้า เหตุใดต้องยกให้พวกท่านด้วย? ข้าไม่ยกให้หรอก”
