หลังฟังคำพูดของหยางซื่อ หลินเยวี่ยอวิ๋นก็หัวเราะเย็นชา
“อ้อ?! หมายความว่าข้าเป็นคนสุดท้ายที่อยู่เก็บกวาดในห้องโถงใหญ่ แล้วยังผิดอีกหรือ?!”
“ได้ ถ้าอย่างนั้นต่อไปเรื่องเก็บชามตะเกียบกับกวาดบ้าน บ้านสามของพวกเราจะไม่ยุ่งแล้ว พวกเจ้าบ้านใหญ่กับบ้านรองก็จัดการกันเองเถอะ”
หลินเยวี่ยอวิ๋นยักไหล่ พูดจายั่วโมโหคนอย่างไม่ไว้หน้า
พอคำพูดนี้หลุดออกมา หยางซื่อยังไม่ทันได้ตอบอะไร หวังซื่อ ป้าสะใภ้รองที่ยืนดูอยู่ข้าง ๆ ก็ไม่พอใจขึ้นมา
หวังซื่อทำหน้าบึ้ง คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันก่อนตะโกนว่า
“จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร? พวกเจ้าสองคนไม่ช่วยทำงาน แล้วคิดจะกินแรงคนอื่นหรือ? งานทั้งหมดให้บ้านรองของพวกเราทำหรืออย่างไร?”
“อีกอย่าง พี่สะใภ้ใหญ่กำลังพูดถึงเรื่องที่เจ้ากับหลินเยวี่ยฮุย ลูกพี่ลูกน้องของเจ้าทำเงินหาย อย่าเพิ่งพูดออกนอกเรื่อง”
“พูดกันตามตรง ถ้าเจ้าเก็บได้ก็รีบเอาออกมาคืนบ้านใหญ่เสียก็สิ้นเรื่อง!”
“อย่าทำเป็นไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ยึดเงินที่ไม่ใช่ของตัวเองไว้เลย!”
“ถ้าค้นเจอขึ้นมา เจ้าคงต้องเจ็บตัวไม่น้อยแน่”
หวังซื่อเหลือบมองหลินเยวี่ยอวิ๋นอย่างไม่ยี่หระ ก่อนพูดอย่างสะใจ
“ฮึ ต่อให้เจ้าเป็นคนเก็บเงินได้ แต่เก็บแล้วไม่คืนก็ถือว่าขโมย”
“เจ้าเองก็โตแล้ว อย่าทำตัวเหลวไหล ระวังจะไม่มีใครแต่งด้วย!”
หยางซื่อเท้าเอวข้างหนึ่ง อีกมือชี้แทบจะแตะจมูกหลินเยวี่ยอวิ๋น พลางตำหนิอย่างรุนแรง
“ข้าจะแต่งออกหรือไม่ ไม่ต้องรบกวนท่านป้าสะใภ้ใหญ่ให้เป็นห่วงหรอก!”
“อีกอย่าง ท่านบอกว่าลูกชายทำเงินหาย แล้วหายไปเท่าไร? พวกท่านไม่ไปหาให้ดี ๆ แต่กลับมาเค้นถามข้าตั้งแต่แรก คิดว่าข้ารังแกง่ายหรือ?”
“หรือท่านป้าสะใภ้ใหญ่หมายตาของอะไรในบ้านสามของพวกเราอีกแล้ว?”
