ฟ่านหลิวเอ๋อก็ตกอยู่ในภวังค์มึนงงและถูกเลือกเข้าแล้ว ผู้ที่ถูกเลือกพร้อมกับนางยังมีสตรีอีกนางหนึ่ง
มองดูอายุรุ่นราวคราวเดียวกับนาง นามว่าเฝิงเยียน เป็นผู้งดงามที่สุดในบรรดาสามคนที่เหลือ
ฟ่านหลิวเอ๋อถึงตอนนี้จึงรู้แล้วว่าเหตุใดตนจึงถูกเลือก
มิใช่นางโอ้อวด แต่นางนั้นมีรูปลักษณ์งดงามไม่เลวจริง ๆ แม้ฐานะทางบ้านจะมิอาจนับว่าร่ำรวย ทว่านางเติบโตในเมืองมาแต่เล็ก มิเคยตรากตรำงานในไร่นา ทั้งยังได้รับความรักใคร่จากบิดามารดา จึงถูกเลี้ยงดูมาจนมีผิวพรรณละเอียดอ่อนขาวนวล
ตั้งแต่ปักปิ่น มีผู้มาสู่ขอถึงเรือนเหยียบธรณีประตูพัง
ครั้งนั้นบิดามารดาของนางยังมีชีวิต ก็คิดจะหาครอบครัวที่มีฐานะมั่นคงและมีอุปนิสัยไม่เลวให้แก่นาง ทว่าครอบครัวที่มีฐานะมั่นคงนั้นหาได้ง่าย แต่ครอบครัวที่มีฐานะมั่นคงและอุปนิสัยไม่เลวนั้นหาได้ยากนัก
เมื่อถ่วงเวลามาถึงเพียงนี้ เรื่องก็ถูกละเลยเรื่อยมา
ปีก่อนบ้านเกิดเคราะห์ โศกนาฏกรรมบิดามารดาสิ้นลมจากไป ทิ้งนางให้ใช้ชีวิตร่วมกับพี่ชายและพี่สะใภ้
มารดาของนางแต่งงานครั้งที่สอง พี่ชายเป็นบุตรของภรรยาเก่าบิดา ปฏิบัติต่อนางมาโดยตลอดอย่างมิใคร่สนิทสนมนัก
ส่วนพี่สะใภ้ก็เป็นคนใจแคบ ผูกใจเจ็บที่พ่อสามีแม่สามียามมีชีวิตอยู่เอ็นดูนางเกินไป จึงคิดจะรีบผลักไสนางให้ออกเรือนไปเสีย
พี่ชายของนางแต่ไหนแต่ไรก็ไร้ความรักใคร่ฉันพี่น้องกับนาง ทั้งยังเป็นคนอ่อนแอไร้ความสามารถ ยามบิดามารดามีชีวิตก็คอยพึ่งพิงบิดามารดา ครั้นบิดามารดาจากไปแล้วก็ต้องคอยพึ่งพิงภรรยา ในเรือนไม่มีปัญญาตัดสินใจหรือเอ่ยวาจาใด ได้แต่คล้อยตามภรรยาทุกประการ
ดังนั้น ฟ่านหลิวเอ๋อจึงถูกพี่สะใภ้ของนางเจือปนจิตคิดแก้แค้นยกให้กับญาติห่าง ๆ ทางบ้านนางที่เมืองซิงโจว
หากจะกล่าวถึงนิสัยของฟ่านหลิวเอ๋อ กล่าวในทางที่ดีก็คือเป็นคนจิตใจเรียบง่ายมองโลกกว้าง มีความปล่อยวางตามสบายที่ว่าเมื่อมาถึงก็อยู่ไปตามโชคชะตา
หากกล่าวในทางที่ไม่ดี ก็คือขี้เกียจนั่นเอง
นางขี้เกียจจะแย่งชิง วางแผนหักเหลี่ยม ทั้งชีวิตนางก็มิได้มีความทะเยอทะยานอันใหญ่โต ขอเพียงมีข้าวให้กิน มีที่นอนหลับนอนก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้นต่อการกระทำของพี่สะใภ้ นางจึงมิได้รู้สึกคับแค้นใจอันใด ด้วยได้ยินว่าสามีในอนาคตของนางนั้น ครอบครัวมีเพียงเขาเพียงผู้เดียว ภายหน้าแต่งไปแล้วก็ไม่ต้องวุ่นวายกับแม่สามีลูกสะใภ้หรือพี่น้องผัวสะใภ้
นางกลัวพี่สะใภ้ของตนเสียแล้ว ใคร่จะหาเรือนที่สงบเรียบง่าย
ส่วนจะยากจนหรือไม่นั้น ต่อให้ยากจนที่สุดจะถึงขนาดทำให้นางอดข้าวหรือ?
นางก็มีแขนมีขา มิใช่ผู้ใดที่ยอมอดตายหรอก
นางเป็นคนคิดน้อยและมองโลกง่ายดาย ทำใจยินดีขึ้นนั่งรถม้าที่มารับสู่เรือนไปอย่างนี้
ตามธรรมเนียมของแคว้นต้าย่าน สามีภรรยาในช่วงก่อนแต่งงานสองสามวันนั้นมิอาจพบหน้ากัน ต้องรอถึงวันกราบไหว้ฟ้าดินเข้าหอเปิดผ้าคลุมหน้าจึงจะได้พบ
แม้สามีของนางจะมารับสู่เรือนด้วยตนเอง แต่นางสวมผ้าคลุมหน้ามาตลอดทาง ไม่เคยได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของอีกฝ่ายเลย
นางก็มิได้ร้อนใจ คิดว่าเดี๋ยวก็ได้พบอยู่ดี
ใครจะคาดคิดว่าสามีของนางจะเป็นชายอายุสั้น เรือที่โดยสารมาใกล้ถึงเมืองซิงโจวประสบพายุฝนกระหน่ำ เรือถูกคลื่นซัดล่ม ทุกคนตกน้ำไปหมด
ฟ่านหลิวเอ๋อวาสนาดีได้รับความช่วยเหลือเอาชีวิตรอด ส่วนสวามีที่นางยังไม่เคยเห็นหน้าแม้แต่น้อยนั้นกลับไร้ซากศพ ไม่รู้ลอยไปอยู่หนใด
ด้วยความช่วยเหลือจากผู้มีจิตเมตตา ฟ่านหลิวเอ๋อเข้าเมืองซิงโจวมาได้อย่างราบรื่น แต่นางกลับไม่รู้ว่าเรือนของสามีอายุสั้นนั้นอยู่แห่งหนตำบลใด
นางแม้แต่ชื่อเต็มของอีกฝ่ายยังไม่รู้ เดิมทีได้ยินพี่สะใภ้อ่านให้ฟังผ่าน ๆ ก็มิได้ใส่ใจจำ
ตัวเปล่าไม่มีทรัพย์ติดกายสักอัฐ ทั้งยังไร้ที่ไป ฟ่านหลิวเอ๋อจึงได้แต่คิดว่าจะหางานทำก่อน หาเลี้ยงชีพต่อไปไว้ค่อยตัดสินใจภายหลัง
ตระเวนหาในตลาดอยู่หลายวัน ก็อดอยากมาหลายวัน สุดท้ายก่อนจะอดตายก็มีที่ทางเสียที
เนื่องเพราะถูกเลือก อาหารการกินของฟ่านหลิวเอ๋อกับแม่นมอีกนางจึงผิดแผกจากผู้อื่น ทั้งสองนางอยู่บนชั้นสอง รับประทานอาหารร่วมโต๊ะกับแม่นางหวัง
ฟ่านหลิวเอ๋อหิวจะตายอยู่แล้ว กินทั้งเร็วทั้งเร่งร้อน มองจนแม่นางหวังขมวดคิ้ว
“เจ้าค่อย ๆ กินหน่อยเถิด จะมีใครมาแย่งเจ้าไป”
ฟ่านหลิวเอ๋อแม้จะกินเร่งเร็ว แต่ก็มิได้หยาบกระด้าง กลืนข้าวในปากแล้วนางก็ตอบว่า “ขอโทษด้วยแม่นางหวัง ข้าหิวจัดเหลือเกิน ข้าสามวันมิได้กินข้าวแล้ว”
“สามวันมิได้กินข้าวหรือ?” แม่นางหวังและเฝิงเยียนต่างพากันตกตะลึง
ฟ่านหลิวเอ๋อมิได้คิดจะปิดบังอันใด เล่าประสบการณ์ของตนเองให้ฟังอย่างเรียบง่าย
แม่นางหวังฟังจบ ในใจก็พึงพอใจนางมากขึ้น
ในยุทธภพนี้ คนไร้ญาติขาดมิตรชีวิตก็ประหนึ่งมดม้วย เป็นผู้ที่ควบคุมได้ง่ายที่สุด หากควบคุมไม่ได้ ต่อให้หายไปจากโลกนี้ ก็ไม่มีใครล่วงรู้
รอยยิ้มบนใบหน้ากว้างขึ้น นางตักซุปให้ฟ่านหลิวเอ๋อด้วยตนเองชามหนึ่ง “ช่างลำบากเจ้าเสียจริง มาดื่มซุปสักหน่อย”
รับประทานอาหารเสร็จ แม่นางหวังก็พาฟ่านหลิวเอ๋อกับเฝิงเยียนทั้งสองคนกลับจวนหลี่
แม้จะเคยได้ฟังถึงความร่ำรวยมากมายของจวนหลี่ แต่ในหัวของฟ่านหลิวเอ๋อก็ไม่มีมโนภาพที่ชัดเจนเลย
นางเพียงรู้ว่าร่ำรวยมาก ส่วนจะร่ำรวยเพียงใดนั้นนางก็ไม่รู้
นางก็มิเคยเห็นเศรษฐีที่ไหนมาก่อน
กระทั่งก้าวเข้าไปในจวนหลี่ นางจึงรู้ว่ามนุษย์เราจะมั่งคั่งถึงเพียงนี้ได้
เหนือศีรษะเป็นกระเบื้องเคลือบสี ใต้เท้าเหยียบบนแผ่นหินลวดลาย เสาแกะมังกรคานสลักวิหค ชั้นลดหลั่นซับซ้อน มองจนฟ่านหลิวเอ๋อตาลาย
งดงามยิ่งนัก ทุกภาพทิวทัศน์ล้วนทำให้คนไม่อยากละสายตา
เทียบกันแล้ว นางกลับรู้สึกว่าที่ที่ตนเคยอาศัยมาก่อนนั้นก็มิผิดอะไรกับคอกหมู
ไม่ บางทีคอกหมูของจวนหลี่ยังอาจกว้างขวางกว่าเรือนของนางด้วยซ้ำ
แม่นางหวังพาทั้งสองเดินไปอีกเนิ่นนาน อย่างน้อยคงได้ประมาณหนึ่งเค่อ เลี้ยวซ้ายวกขวา ในที่สุดก็หยุดอยู่หน้าลานเรือนแห่งหนึ่ง
ก่อนเข้านางกำชับทั้งสองว่า “นี่คือลานเรือนของนายรองในจวน นายรองโปรดความเงียบสงบ หากพวกเจ้าสองคนว่างงานก็ห้ามเดินเพ่นพ่านในลานเรือนตามอำเภอใจ หากไปรบกวนนายรองเข้า ข้าจะช่วยพวกเจ้าไว้ไม่ได้”
ฟ่านหลิวเอ๋อกับเฝิงเยียนรีบพยักหน้าตอบรับ
กำชับเสร็จ แม่นางหวังจึงนำทั้งสองคนเดินเข้าประตูลานเรือนไป
“นี่คือลานเหนือ เราเดินประตูหลัง จดจำไว้ให้ดี พวกเราเป็นบ่าว จะเข้าออกจวนหลี่หรือลานเรือนนี้ก็ตาม ล้วนต้องเดินประตูหลังเท่านั้น”
“อีกอย่าง ลานเหนือยังแบ่งเป็นลานข้างกับลานหลัก ลานหลักเป็นที่พำนักของนายรอง หากไม่มีเรียกหาพวกเจ้าห้ามเข้าไป ลานข้างเป็นเรือนบ่าวกับครัว ลานข้างพวกเจ้าสองคนเดินได้ตามสบาย”
สิ้นคำ คนทั้งสามก็เข้าสู่ลานข้าง แม้จะเรียกว่าลานข้าง แต่ก็กว้างใหญ่มาก เพียงเรือนบ่าวก็มีมากกว่าสิบห้องแล้ว ยังไม่นับรวมคลังเก็บของ ครัว โรงฟืน เป็นต้น
“นี่คือห้องของพวกเจ้าสองคน พวกเจ้าสองคอยอยู่ที่นี่ก่อน ที่นอนและเสื้อผ้าวางอยู่บนเตียงแล้ว พวกเจ้ารีบเก็บกวาดให้เรียบร้อยก่อน หากไม่มีใครมาเรียกหา ก็พักผ่อนตามสบาย”
คำพูดของแม่นางหวังเพิ่งจบ ก็มีสาวใช้คนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมุ่งมาทางนี้
เมื่อเห็นแม่นางหวัง นางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “แม่นางหวัง โอสถ...” เพิ่งเอ่ยปาก นางก็สบสายตาที่ฟ่านหลิวเอ๋อกับเฝิงเยียนมองมา จึงเปลี่ยนคำพูดทันที “สองท่านนี้คือแม่นมที่มาใหม่หรือ?”
แม่นางหวังขมวดคิ้ว “วิ่งกระหืดกระหอบเช่นนี้ เกรงว่านายรองจะ...”
นางพูดเพียงครึ่งเดียว สาวใช้ที่มาตามก็รีบพยักหน้า
แม่นางหวังมองไปที่ฟ่านหลิวเอ๋อกับเฝิงเยียน กวาดสายตาผ่านทั้งสองคนแวบหนึ่ง สุดท้ายสายตาหยุดลงบนตัวฟ่านหลิวเอ๋อ
“เจ้ามากับข้า”
ฟ่านหลิวเอ๋อยังมิทันเข้าใจสถานการณ์ ก็ถูกแม่นางหวังพาตัวไปทั้งอย่างงง ๆ
ระหว่างทางไป แม่นางหวังจึงอธิบายแก่นาง “นายท่านในลานเรือนต้องการใช้น้ำนม อีกสักครู่จะมีคนสอนว่าเจ้าต้องทำเช่นไร”
ฟ่านหลิวเอ๋อพลันเริ่มประหม่า
นาง...มิเคยให้น้ำนมผู้ใดมาก่อนเลย
