*
ยามค่ำคืนมาเยือน พระราชวังสว่างไสวด้วยแสงโคม ฉีอวี้อ่านฎีกามาตลอดทั้งวัน บัดนี้จึงกำลังหงุดหงิด เขาขมวดคิ้วแน่นขณะก้าวเข้าไปในตำหนักบรรทม
ห้องทรงงานตกแต่งอย่างหรูหรา โดยมีสีทองเข้มเป็นสีหลัก เมื่อเดินผ่านห้องด้านนอกเข้าไปก็จะถึงห้องบรรทมด้านใน
เหนือบันไดสองขั้นขึ้นไปคือพระแท่นมังกร ซึ่งมีม่านแพรเมฆปักดิ้นทองล้อมไว้ครึ่งหนึ่ง
หญิงสาวในชุดนางกำนัลสีเขียวอ่อนกำลังเช็ดเครื่องประดับกระเบื้องบนชั้นวางหนังสือไม้จันทน์
เมื่อฉีอวี้ก้าวเข้ามา นางก็แสร้งทำเป็นตกใจ ก่อนหันกลับไปหาเขา
นางมีใบหน้างดงามเย้ายวน ดวงตาหวานฉ่ำราวกับมีเส้นไหมคล้องไว้ ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้าฉีอวี้อย่างอ่อนช้อย
“หม่อมฉันถวายบังคมฝ่าบาท”
เสียงของนางกำนัลอ่อนหวานนุ่มนวล อาภรณ์ที่สวมใส่ก็แตกต่างจากนางกำนัลทั่วไปอยู่บ้าง ผ้าโปร่งบางปกปิดเรือนร่างไว้เพียงครึ่ง เผยให้เห็นสัดส่วนอันงดงาม
ฉีอวี้ไม่แม้แต่จะเหลือบมองนาง เขาเดินขึ้นบันไดสองขั้นไปโดยตรง สะบัดแขนเสื้อแล้วนั่งลงข้างพระแท่นมังกร
แววตาของนางกำนัลฉายความยินดีขึ้นมาทันที จากนั้นนางก็ลุกขึ้นเตรียมเดินเข้าหา
“ให้หม่อมฉันช่วยผลัดอาภรณ์ให้ฝ่าบาทเถิดเพคะ...”
“เฉาเฉวียน!”
ดวงตาของฉีอวี้เย็นชาและมืดมน สิ้นเสียงเรียก เฉาเฉวียนกับองครักษ์ใกล้ชิดอีกสองคนซึ่งรออยู่ด้านนอกก็พรวดเข้ามา
เฉาเฉวียนเห็นนางกำนัลแปลกหน้าในห้องบรรทมด้านใน ก็เข้าใจได้ทันที เขาตบมือเรียกองครักษ์ให้เข้ามาลากนางกำนัลออกไป
สีหน้าของนางกำนัลเปลี่ยนไปอย่างมาก นางเพิ่งจะคิดร้องขอชีวิตก็ถูกองครักษ์ปิดปากอย่างไร้ปรานี แล้วลากตัวออกไปทั้งอย่างนั้น
ฉีอวี้นั่งตัวตรงอยู่บนพระแท่นมังกร ใบหน้าเย็นเยียบ เฉาเฉวียนก้าวเข้ามาก้มศีรษะค้อมเอวอย่างนอบน้อม
“ฝ่าบาท กระหม่อมจะจับกุมทุกคนที่เข้าเวรเฝ้าคืนนี้เดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
“ลากไปกรมอาญาลับให้หมด แล้วเฆี่ยนตีสอบสวนอย่างหนัก ดูว่าใครอยู่เบื้องหลัง หากสืบไม่ได้ ก็ประหารด้วยการผ่าร่างเสียให้หมด”
ฉีอวี้กล่าวเรียบ ๆ เฉาเฉวียนรีบรับพระบัญชา ไม่รู้ว่าใครช่างใจกล้านัก ถึงกับคิดส่งคนเข้ามาในตำหนักบรรทมของฝ่าบาท ต้องซื้อใจคนเฝ้าตำหนักคืนนี้ไว้แน่ นางกำนัลจึงลอบเข้ามาได้
