*
แสงอรุณส่องสว่างเต็มฟ้า หยุนอู้รู้สึกสะลึมสะลือว่าร่างกายสบายขึ้นมาก เมื่อคืนเป็นไข้จนทรมาน แถมยังฝันร้ายอีกด้วย
ในฝันเหมือนมีใครบางคนกดทับร่างนางไว้ ทำให้นางคันยุบยิบและอึดอัด...
หยุนอู้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น จือชิวกำลังใช้ผ้าเปียกเช็ดแก้มนางอยู่
พอเห็นหยุนอู้ฟื้น จือชิวก็เผยสีหน้าดีใจออกมา
“ฮูหยินฟื้นแล้วหรือเจ้าคะ ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
“ดีขึ้นมากแล้ว...”
เสียงของหยุนอู้ยังคงอ่อนแรงอยู่บ้าง ทว่าสีหน้าดูมีเลือดฝาดขึ้นไม่น้อย
จือชิวรีบประคองหยุนอู้ให้ลุกขึ้นนั่ง คราวนี้นางจึงเห็นชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีเข้ม นั่งอยู่บนตั่งนุ่มข้างเตียง
“ท่านลุงลู่...”
ชายผู้นี้คือบิดาของลู่จื่ออิ๋น
เมื่อเห็นหยุนอู้กำลังจะลงจากเตียงเพื่อคารวะ บิดาลู่ก็รีบห้ามไว้
“เจ้ายังป่วยอยู่ อย่าขยับเลย...”
เมื่อหยุนอู้เอนหลังพิงหมอนนุ่มอีกครั้ง บิดาลู่ก็ถอนหายใจเบา ๆ ใบหน้าที่ผ่านกาลเวลามีแต่ความสงสารและรู้สึกผิด
“เหตุใดท่านลุงลู่ถึงกลับเมืองหลวงกะทันหันหรือเจ้าคะ?”
“ถ้าข้าไม่กลับเมืองหลวง ก็คงไม่รู้ว่าไอ้ลูกอกตัญญูคนนั้นปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้!”
แววตาของบิดาลู่เจือโทสะอยู่หลายส่วน ดวงตาชราที่มองหยุนอู้ยิ่งฉายแววรู้สึกผิด
หลังลู่จื่ออิ๋นแต่งงานกับหยุนอู้ บิดาลู่ก็ออกจากเมืองหลวงไปท่องเที่ยวตามที่ต่าง ๆ เมื่อวานจู่ ๆ ก็นึกอยากกลับมาเยี่ยม ดูว่าลูกชายกับลูกสะใภ้อยู่ร่วมกันเป็นอย่างไร จึงเดินทางกลับเมืองหลวง
แต่กลับได้รู้ว่าลู่จื่ออิ๋นเข้าไปในห้องนอนของหยุนอู้เพียงคืนแต่งงาน ทั้งยังเมินเฉยนางมาตลอดหนึ่งเดือน
“เจ้าอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้ยังป่วยอีก แต่เขากลับไม่รู้ว่าหายหัวไปไหน!”
บิดาลู่กล่าวอย่างเดือดดาล ใบหน้าคล้ำแดงก่ำด้วยความโกรธ
แต่คงกลัวว่าจะทำให้หยุนอู้ตกใจ จึงรีบเก็บสีหน้าโกรธขึ้งลง แล้วมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนห่วงใย
“เสี่ยวอู้ ตอนนี้ยังรู้สึกไม่สบายอยู่หรือไม่? ลุงจะไปตามหมอมาให้ตรวจอาการอีกสักรอบ!”
“ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะท่านลุง”
หยุนอู้รีบส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “คงเพราะเมื่อคืนได้นอนพักเต็มที่ ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว แม้แต่หัวก็ไม่เวียนแล้วเจ้าค่ะ”
