*
การล้อมล่าสัตว์กำลังจะเริ่มขึ้น ลู่จื่ออิ๋นยืนรอหยุนอู้อยู่กับที่อย่างเรียบร้อย
จู่ ๆ เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ลู่จื่ออิ๋น!”
ที่แท้ก็คือเย่เฟยซวง
วันนี้นางสวมชุดขี่ม้าที่เรียบง่ายคล่องตัว รวบผมสูง ท่วงท่าสง่างามเปี่ยมความองอาจ
“มายืนเซ่ออะไรอยู่ตรงนี้? รีบไปแข่งม้ากับข้าเร็ว!”
ร่างที่เย่เฟยซวงข้ามภพมาอยู่เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของแม่ทัพเฒ่าเย่ ทั้งยังเคยเรียนขี่ม้ายิงธนูมาก่อน
หลังเย่เฟยซวงเข้ามาอยู่ในร่างของนาง นางก็ใช้บทกลอนที่เรียนรู้มาจากยุคปัจจุบันสร้างชื่อเสียงในฐานะหญิงมีพรสวรรค์ ประกอบกับเจ้าของร่างเดิมเป็นทายาทแม่ทัพ จึงพอมีฝีมือขี่ม้ายิงธนูอยู่บ้าง ผู้คนในเมืองหลวงต่างคิดว่านาง “เก่งทั้งบุ๋นและบู๊”
ลู่จื่ออิ๋นขยับเท้าเล็กน้อย ตามสัญชาตญาณแทบจะตอบรับคำชวนของเย่เฟยซวงเหมือนแต่ก่อน
แต่จู่ ๆ เขาก็นึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหยุดฝีเท้าอีกครั้ง
“เป็นอะไรไป?”
เย่เฟยซวงถามอย่างสงสัย สีหน้าของลู่จื่ออิ๋นดูลังเล วันนี้คนที่มาสนามขี่ม้ายิงธนูมีไม่มากนัก แต่ล้วนเป็นบุคคลสำคัญในเมืองหลวงและในราชสำนัก รวมถึงครอบครัวของพวกเขา
ไม่ว่าวันนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้น เพียงชั่วข้ามคืนก็แพร่ไปทั่วเมืองหลวงแล้ว
หากเขาไปแข่งม้ากับเย่เฟยซวง เกรงว่าพรุ่งนี้เมืองหลวงคงมีข่าวลือขึ้นมาอีก
ก่อนหน้านี้เขาเข้าใจหยุนอู้ผิดจนเย็นชากับนางอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งไม่ควรปล่อยให้นางถูกผู้คนชี้หน้าซุบซิบนินทาอีก
“เฟยซวง ข้าคงไปไม่ได้แล้ว ภรรยาข้าไปพักที่เรือนในสวนหลังเขา ยังไม่กลับมา ข้าอยากรอนางอยู่ที่นี่”
“เฮ้อ สตรีที่นี่ของพวกท่านช่างอ่อนแอจริง ๆ ขึ้นเขายังต้องพักเสียหน่อย”
เย่เฟยซวงขมวดคิ้วพูด ลู่จื่ออิ๋นไม่ค่อยเข้าใจว่าคำว่า “สตรีที่นี่ของพวกท่าน” หมายความว่าอย่างไร เขาเม้มริมฝีปาก ก่อนอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“ฮูหยินเพิ่งหายจากไข้หวัดใหญ่ ร่างกายย่อมอ่อนแอกว่าปกติ”
“พอแต่งงานแล้วเจ้ากลายเป็นคนจู้จี้จุกจิกไปได้ มีฮูหยินแล้วก็ลืมสหายสนิทอย่างข้าไปแล้วใช่หรือไม่!”
