หยุนอู้ไม่กล้าขัดขืน จึงก้มหน้าคุกเข่าลง เข่าทั้งสองกดทับถนนกรวดขรุขระจนปวดระบมไปทั่ว
นางฝืนทนความเจ็บเอ่ยขึ้นว่า “หม่อมฉัน...หม่อมฉันถวายคำนับองค์หญิงเพคะ”
เยว่ชิง รองแม่ทัพที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองออกว่าเวินอี๋มีอคติต่อคุณหนูหยุนอู้ แต่เขาเป็นเพียงรองแม่ทัพตัวเล็ก ๆ ไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไร
เวินอี๋ไม่ได้สั่งให้หยุนอู้ลุกขึ้น จากนั้นก็หันไปมองเยว่ชิงที่ยืนรออยู่ด้านข้าง
“เอาละ เจ้าไปได้แล้ว ประเดี๋ยวข้าจะไปหาท่านแม่ทัพของเจ้า” เวินอี๋กล่าว
เยว่ชิงประสานมือคำนับ พลางเหลือบมองหยุนอู้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นกรวด ก่อนรีบถอยออกไป คิดจะไปตามท่านแม่ทัพมา
เวินอี๋ก้าวเข้ามาสองก้าว โน้มตัวลงใช้นิ้วเชยคางหยุนอู้ บังคับให้นางต้องเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นใบหน้านั้น ความไม่พอใจในใจเวินอี๋ก็ยิ่งทวีขึ้น
นางสะบัดมือออกอย่างแรง ก่อนยืดตัวขึ้นมองหยุนอู้จากที่สูงแล้วกล่าวว่า “เป็นหญิงแพศยาจริง ๆ หน้าตาชวนให้เกลียดชังไม่ต่างจากพวกหญิงในวังหลังเสด็จพ่อที่คอยแย่งความโปรดปรานเลย”
นางกำนัลคนสนิทข้างกายเวินอี๋ได้รับสายตาส่งสัญญาณจากผู้เป็นนาย จึงเดินไปอยู่ด้านหลังหยุนอู้
เวินอี๋ยกมือปรบเบา ๆ แล้วปรายตามองหยุนอู้ที่ยังคุกเข่าตัวตรง ก่อนกล่าวว่า “ลุกขึ้นได้”
การคุกเข่าบนถนนกรวดนั้นทรมานไม่น้อย เมื่อได้ยินเวินอี๋อนุญาต หยุนอู้จึงค่อย ๆ ขยับเข่าอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยลุกขึ้นจากท่าคุกเข่า
ใครจะคิดว่าในจังหวะที่เข่าทั้งสองยังเหยียดไม่ตรง นางกำนัลด้านหลังก็เตะเข้าที่ข้อพับเข่าของนางอย่างแรง
หยุนอู้ทรุดลงคุกเข่าอีกครั้งอย่างหนัก ความเจ็บที่เข่าทั้งสองรุนแรงกว่าคราวก่อน ใบหน้างดงามของนางซีดเผือดลงทันที
นางกำนัลเชิดหน้าพูดอย่างหยิ่งผยองว่า “องค์หญิงแค่ตรัสว่าไม่ต้องคำนับแล้ว ยังไม่ได้อนุญาตให้เจ้าลุกขึ้นเสียหน่อย”
