หยุนอู้ตื่นขึ้นมาในวันถัดมาแล้ว นางลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ รู้สึกเพียงว่าร่างกายหนักอึ้งไปหมด
นางฝืนพยุงตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง ทว่าสติยังไม่แจ่มชัดดีนัก
จำได้ว่านางกำลังแช่น้ำอยู่ในอ่างมิใช่หรือ?
เหตุใดพอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งถึงกลับมาอยู่ในตำหนักแล้ว แถมฟ้าก็สว่างด้วย ทั้งที่ตอนนางไปอ่างอาบน้ำก็เป็นเวลากลางคืนแล้วแท้ ๆ
“คุณหนูหยุน”
เสียงของฝูหลิงดังขึ้น นางเคาะประตูสองครั้ง ก่อนผลักเข้ามาเบา ๆ ครั้นเห็นหยุนอู้นั่งเหม่ออยู่บนเตียง ก็รีบก้าวเข้าไปสองก้าวแล้วค้อมกายคารวะ
“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
หยุนอู้นั่งอยู่บนเตียงในชุดตัวใน ผ้าห่มนุ่มคลุมเรือนร่างงดงามเอาไว้ เส้นผมดำขลับยาวสยายลงบนแผ่นหลัง ใบหน้างดงามเผยความงุนงงเล็กน้อย
“ข้าจำได้ว่าเมื่อครู่ยังอยู่ในอ่างอาบน้ำ เหตุใด...เหตุใดพอลืมตาขึ้นมาก็...”
“เมื่อคืนบ่าวรออยู่ด้านนอกนานมาก แต่ไม่เห็นคุณหนูออกมา จึงเข้าไปดู ที่แท้คุณหนูพิงขอบอ่างแล้วเผลอหลับไปเจ้าค่ะ”
ฝูหลิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “บ่าวจึงพาคุณหนูกลับตำหนัก ตอนนี้เตรียมอาหารกลางวันไว้พร้อมแล้ว คุณหนูแต่งตัวเสร็จก็ไปทานได้เลยเจ้าค่ะ”
“อาหารกลางวันหรือ? นี่เป็นเที่ยงวันของวันถัดมาแล้วหรือ” หยุนอู้เอ่ยอย่างประหลาดใจ “ข้าหลับไปนานขนาดนั้นเชียวหรือ...”
หยุนอู้ทอดถอนใจ ความหวาดหวั่นในใจค่อย ๆ จางลง นางก้มมองชุดตัวในที่สวมอยู่ แล้วแก้มขาวผ่องก็แดงระเรื่อราวกับแสงสนธยา
“เจ้าเป็นคนเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ข้าหรือ”
ฝูหลิงยิ้มแล้วพยักหน้า “เมื่อคืนคุณหนูนอนหลับสนิทมาก บ่าวเรียกเท่าไรก็ไม่ตื่น จึงถือวิสาสะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เจ้าค่ะ”
“ขอบใจ”
หยุนอู้เอ่ยขอบคุณเสียงเบา ดวงตาคู่งามฉ่ำน้ำแฝงแววซาบซึ้ง ดูแล้วไม่คลางแคลงใจเลยสักนิด
ฝูหลิงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนเร่งฝีเท้าออกไปเตรียมน้ำสำหรับล้างหน้าแปรงฟัน
หยุนอู้รู้สึกว่าตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในจวนแม่ทัพ ทุกคืนก็นอนหลับสนิทเป็นพิเศษ
คืนก่อนที่เพิ่งย้ายเข้ามาก็เป็นเช่นนี้ เมื่อคืนก็เช่นกัน
“เสี่ยวไป๋? เสี่ยวไป๋?”
หยุนอู้ลองเรียกระบบเสี่ยวไป๋ ทว่าอีกฝ่ายก็ยังไม่ตอบกลับมา ไม่รู้ว่าระบบเสี่ยวไป๋สืบหาสาเหตุพบหรือยัง...
ระบบเสี่ยวไป๋ไม่กล้ากลับมาอีกแล้ว เพราะพอกลับไปถึงสำนักงานใหญ่ทะลุมิติ ก็พบว่าภารกิจตัวประกอบไร้ค่าของผู้ใช้ถูกเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว!
เพราะมีวิญญาณอื่นเข้ามาแทรกแซง เนื้อเรื่องของตัวละครจึงเปลี่ยนไปด้วย ตกลงใครกันที่เข้ามาแทรกแซงภารกิจทะลุมิติของผู้ใช้...
ถ้ามีระบบเข้ามาแทรกแซง โลกทั้งใบจะพังทลาย! เสี่ยวไป๋จึงทำได้เพียงหนีเอาตัวรอด!
หยุนอู้ค่อย ๆ แหวกคอเสื้อชุดตัวในออก แล้วเห็นว่าข้างในเป็นเอี๊ยมสีแดงชาดลายดอกชบา นางจึงขมวดคิ้วขึ้นมา
นางจำได้ว่าเอี๊ยมตัวใหม่ที่เตรียมไว้เปลี่ยนเป็นสีขาวจันทร์ ทั้งยังหยิบติดมือเข้าไปในอ่างอาบน้ำด้วย เหตุใดตอนนี้ถึงไม่ใช่ตัวนั้นล่ะ?
ไม่รู้เหมือนกันว่าฝูหลิงไปหาเอี๊ยมสีแดงชาดตัวนี้มาจากไหน ถึงได้เอามาเปลี่ยนให้นาง...
หยุนอู้แต่งตัวเรียบร้อยแล้วถูกพาไปยังโถงหลัก พอก้าวเข้าไปก็เห็นกู้หวนจือนั่งอยู่ข้างโต๊ะกลมไม้จันทน์ บนโต๊ะมีอาหารหลากหลายชนิดวางเต็มไปหมด
ฉัน...ฉันคงไม่ได้ต้องกินข้าวกับพระเอกหรอกนะ?!
ขนตายาวของหยุนอู้สั่นไหวเล็กน้อย ก่อนนางจะเดินไปหน้าโต๊ะ ยอบกายคารวะอย่างอ่อนช้อย “ท่านแม่ทัพกู้...”
เสียงหวานนุ่มที่เรียกเขามีปลายเสียงสั่นเครือเล็กน้อย กู้หวนจือนึกถึงภาพเมื่อคืนในอ่างอาบน้ำ ตอนที่นางง่วงงุนจนไม่อาจตื่นขึ้นมาได้ แต่กลับส่งเสียงครางปฏิเสธคล้ายลูกแมวออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะถูกเขาเลียไล้
กู้หวนจืออดกลั้นความร้อนรุ่มในกาย ดวงตาเย็นชาปกปิดความคิดของเขาไว้ ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า
“มาทานข้าวเถอะ”
“ท่านแม่ทัพ...”
หยุนอู้ลังเล พลางกัดริมฝีปากล่างเบา ๆ “หยุนอู้กลับไปทานที่ตำหนักดีกว่าเจ้าค่ะ”
สายตาของกู้หวนจือหยุดอยู่บนริมฝีปากของนาง ฟันขาวราวไข่มุกขบลงบนริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อ ทิ้งรอยซีดจางไว้ครู่หนึ่ง ก่อนสีเลือดจะกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
“กลัวอะไรหรือ ข้าไม่กินเจ้าหรอก”
ไม่สิ เขากินแน่
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หยุนอู้ก็ไม่สะดวกจะปฏิเสธ ข้างกู้หวนจือมีที่นั่งว่างอยู่เพียงที่เดียว นางจึงจำต้องเดินไปนั่งลงข้างเขาอย่างแผ่วเบา
ฝูหลิงออกไปแล้ว ภายในโถงจึงเหลือเพียงกู้หวนจือกับหยุนอู้สองคน
ตรงหน้ามีโจ๊กไก่ฉีกหนึ่งถ้วยที่ตักไว้เรียบร้อย ไอร้อนลอยกรุ่นพร้อมกลิ่นหอมชวนกิน บนโต๊ะยังมีทั้งอาหารคาวและผักนานาชนิด
ก่อนหน้านี้หยุนอู้ยังไม่รู้สึกอะไร แต่พอนั่งลงก็เริ่มหิวขึ้นมา อย่างไรเสียนางก็หลับยาวตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเที่ยงวัน แถมยังไม่ได้กินอาหารเช้า จะหิวก็เป็นเรื่องธรรมดา
หยุนอู้ใช้ช้อนกระเบื้องตักโจ๊กไก่ฉีกอุ่น ๆ กินทีละน้อย รสชาติหอมกลมกล่อม อร่อยมาก
หยุนอู้คลายความกังวลและความไม่สบายใจในใจลง คิ้วงามคลายออก นางหยิบตะเกียบขึ้นมาลองชิมอาหารหลายอย่าง มุมปากที่อิ่มเอิบยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ อย่างพึงพอใจ
หยุนอู้เหลือบมองกู้หวนจือที่นั่งกินข้าวของตนเงียบ ๆ ข้างกาย เขาไม่ได้พูดอะไรกับนางมากนัก
นางจึงค่อยวางใจ คิดว่าตนคงเครียดเกินไปจนคิดมาก พระเอกย่อมไม่สนใจตัวประกอบอย่างนางในโลกนี้หรอก
พอคิดเช่นนั้น หยุนอู้ก็เจริญอาหารขึ้นมาก นางกินอาหารไปหลายอย่าง ครั้นอิ่มหนำแล้วก็ลุกขึ้นกล่าวว่า “ข้าทานเสร็จแล้ว ขอตัวกลับก่อน ทะ...ท่านแม่ทัพค่อย ๆ ทานนะเจ้าคะ”
“อืม”
กู้หวนจือตอบรับ เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอทุ้มต่ำและกังวานไพเราะ หยุนอู้ค้อมกายคารวะ ก่อนรีบเดินจากไป
หลังหยุนอู้หันหลังจากไป กู้หวนจือก็เงยหน้าขึ้น มองตามร่างอรชรที่ค่อย ๆ เดินห่างออกไป
จากนั้นสายตาก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่โจ๊กไก่ฉีกถ้วยที่หยุนอู้เพิ่งกิน
เหลืออยู่ก้นถ้วยเกือบครึ่ง
กู้หวนจือประคองถ้วยกระเบื้องใบนั้นเข้ามาอย่างระมัดระวัง เขาตักโจ๊กขึ้นมาหนึ่งช้อนแล้วกลืนลงไป
สมแล้วที่ของซึ่งอาอู้ของเขาเคยกิน ล้วนหอมหวานไปหมด
ไม่ต่างจากเรือนร่างของนาง...
*
หยุนอู้ไม่ได้รีบกลับตำหนัก แต่เดินเล่นอยู่ในลานจวนแม่ทัพเพื่อย่อยอาหาร เดินผ่านระเบียงยาวไปก็ถึงสวนดอกไม้ด้านหน้า มีภูเขาจำลองหลายลูกตั้งอยู่ข้างทางเดินกรวดกว้างขวาง
หยุนอู้เพิ่งก้าวลงจากบันไดระเบียงยาว ก็ได้ยินเสียงดังมาจากเบื้องหน้า
องค์หญิงเวินอีพาสาวใช้คนสนิทเดินเข้ามาโดยตรง รองแม่ทัพเยว่ชิงเดินตามอยู่ข้าง ๆ คอยขวางไว้ แต่เพราะฐานะของเขา จึงไม่อาจเข้าไปห้ามได้ ทำได้เพียงพูดซ้ำ ๆ ว่า
“องค์หญิง! กระหม่อมยังไม่ได้ไปแจ้งท่านแม่ทัพเลย จะให้องค์หญิงเสด็จไปพบด้วยพระองค์เองได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ ให้กระหม่อมไปแจ้งก่อนเถิด...”
“หลีกไป!” เวินอี๋เดินไปตามทางกรวดพลางกล่าว “ข้ากับหวนจือเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ไม่ต้องสนใจธรรมเนียมแบ่งแยกสูงต่ำ ข้าไปหาเขาเองก็พอ”
ใครจะคิดว่าเวินอี๋ซึ่งกำลังเดินมาอย่างกระตือรือร้น พออ้อมผ่านภูเขาจำลองก็จะเห็นหยุนอู้ที่เพิ่งก้าวลงจากบันไดระเบียง
นางหยุดเดินทันที ใบหน้าหยิ่งผยองเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงขณะกวาดมองหยุนอู้
หยุนอู้เองก็ไม่คิดว่าจะได้พบกับนางเอกอีกเร็วขนาดนี้ นางจึงก้มหน้าลง คารวะอย่างนอบน้อม “ราษฎรหญิงคารวะองค์หญิง”
เวินอี๋เหลือบมองทางกรวดใต้เท้า ก่อนยิ้มกล่าวกับหยุนอู้ว่า “สามัญชนก็คือสามัญชน เมื่อวานมีหวนจืออยู่ ข้าจึงไม่ถือสาเรื่องมารยาท แต่เมื่อพบข้า เจ้าควรคุกเข่าคารวะ”
เวินอี๋เป็นธิดาของฮองเฮาองค์ปัจจุบัน ในวังมีเชื้อพระวงศ์เพียงสามคน ได้แก่ องค์รัชทายาทซึ่งประสูติจากฮองเฮาองค์ก่อน องค์ชายรองซึ่งประสูติจากฮองเฮาองค์ปัจจุบัน และองค์หญิงเวินอี๋ที่มีพระมารดาองค์เดียวกับองค์ชายรอง
ดังนั้นเวินอี๋จึงได้รับความรักเอ็นดูอย่างล้นเหลือตั้งแต่เล็ก นิสัยจึงเอาแต่ใจและหยิ่งผยองอยู่บ้าง
ในวัง หากนางสนมคนใดมีรูปโฉมงดงามจนได้รับความโปรดปรานจากเสด็จพ่อ เวินอี๋ก็มักอาศัยฐานะองค์หญิงเอกกลั่นแกล้งนางสนมผู้นั้นตามอำเภอใจ
เพราะฉะนั้นในเนื้อเรื่องเดิม นางจึงลงมือสังหารหยุนอู้ที่เพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก
