*
“ไม่ต้องแล้ว”
น้ำเสียงของลู่กุยหยวนฟังดูเหมือนกัดฟันพูด เขาประสานมือคำนับหยุนอู้อย่างนอบน้อม
“ศิษย์ขอตัว...”
“ไปเถอะ ไปเถอะ”
หยุนอู้นั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่งนุ่ม มือหนึ่งกินอาหารไปพลาง อีกมือโบกไล่ลู่กุยหยวนไปพลาง
หลังจากลู่กุยหยวนจากไป ลั่วจิ่งฉือจึงค่อยขยับเข้ามาใกล้หยุนอู้อย่างน่าสงสาร
“อาจารย์ ดูเหมือนศิษย์พี่ลู่จะไม่ค่อยชอบข้าเท่าไร...”
“เอ่อ... คงเป็นเรื่องเข้าใจผิดกระมัง เขาเพิ่งพบเจ้าเป็นครั้งแรกเอง”
หยุนอู้ยังกินอาหารอยู่ แก้มขาวนวลทั้งสองข้างพองยุบตามจังหวะเคี้ยว
แววตาของลั่วจิ่งฉือหม่นลงเล็กน้อย ริมฝีปากบางเม้มแน่น เขาแอบมองนางจากหางตาในจังหวะที่นางไม่ทันสังเกต
ในดวงตาสีอำพันมีรอยยิ้มหม่นลึกเจืออยู่ เขาเผลอเลียริมฝีปากบาง
ชักอยากแทะขนมเนื้อนุ่มนิ่มขึ้นมาแล้วสิ...
หยุนอู้กินไปกินมาก็เริ่มรู้สึกถึงสายตาร้อนแรงข้างกาย ครั้นหันไปมองก็สบตากับลั่วจิ่งฉือพอดี
“จะ... เจ้าจ้องอาจารย์ทำไม?”
เสียงของหยุนอู้อ่อนนุ่ม ลั่วจิ่งฉือพลันยื่นมือไปหา ใช้ปลายนิ้วเช็ดคราบซอสตรงมุมปากของนางอย่างเป็นธรรมชาติ
ดวงตาสีอ่อนของเขาเป็นประกายใสแจ๋ว เอ่ยด้วยท่าทางไร้เดียงสา
“คืนนี้ข้าขอนอนในห้องของอาจารย์ได้หรือไม่?”
“เพราะเหตุใด?”
“ข้า... นอนคนเดียวไม่หลับจริง ๆ”
เสียงของลั่วจิ่งฉือฟังดูหม่นเศร้า คิ้วตาของเขางดงาม ดวงตาสีอำพันคู่นั้นดูบริสุทธิ์ไร้พิษภัย
“อาจารย์ช่วยข้าไว้จากกองไฟ หากได้นอนอยู่ข้างอาจารย์ บางทีข้าอาจจะหลับสบายก็ได้”
