*
บนเตียงที่ไม่ได้กว้างขวางนัก มีคนสองคนนั่งขัดสมาธิอยู่ หยุนอู้ยังแบ่งผ้าห่มที่คลุมตัวนางให้ลั่วจิ่งฉือไปส่วนหนึ่งด้วย
“เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นหรือยัง?”
“ขอบคุณท่านอาจารย์...”
เสียงของลั่วจิ่งฉือทุ้มต่ำ เขาขยับอย่างคล่องแคล่วแล้วเอนศีรษะลงบนตักของหยุนอู้
เขาพึ่งพานางราวกับลูกสัตว์น้อยที่ไร้ความรู้สึกปลอดภัย เมื่อนอนตะแคงอยู่บนตักของหยุนอู้แล้วจึงรู้สึกอุ่นใจขึ้นไม่น้อย
หยุนอู้จำได้ว่าพิษเหมันต์ในร่างเขาประหลาดยิ่งนัก ทุกครั้งที่กำเริบจะทรมานราวกับมดนับหมื่นกัดกินหัวใจ ต้องใกล้ชิดสัมผัสกับผู้ที่มีพลังวิญญาณเปี่ยมล้นจึงจะบรรเทาได้
“วางใจเถิด ในฐานะอาจารย์ของเจ้า ข้าย่อมไม่ทอดทิ้งเจ้าแน่นอน”
ใบหน้าอ่อนนุ่มของหยุนอู้เผยสีหน้าจริงจังเคร่งขรึม เรื่องพิษเหมันต์นอกจากนางกับลั่วจิ่งฉือแล้ว ไม่มีใครรู้ นางตั้งใจจะหายาวิเศษมาช่วยถอนพิษให้เขาด้วยตัวเองก่อน
ลั่วจิ่งฉือนอนอยู่บนตักนาง ดวงตาสีอำพันมืดหม่นลงเล็กน้อย มุมปากยกยิ้มบาง ๆ
“ข้าไม่มีทั้งบิดามารดา จึงเหลือเพียงท่านอาจารย์...”
หยุนอู้มีสีหน้าลังเลอยู่บ้าง ที่จริงนางกำลังจะบอกว่า ยอดเขากุยซวีของนางไม่เคยรับศิษย์มาก่อน
เดิมทีนางคิดจะหาคนมาเป็นอาจารย์ให้ลั่วจิ่งฉือในสำนัก แต่พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็ลังเลขึ้นมาอีกครั้ง
และอีกเหตุผลที่สำคัญที่สุดก็คือ—เขาทำอาหารอร่อยมาก
พูดตามตรง ผู้บำเพ็ญเต๋าที่ละเว้นอาหารมีอยู่ไม่น้อย หยุนอู้เองก็ละเว้นอาหารได้เช่นกัน แต่นางยังคงหลงใหลในรสชาติของอาหาร
