*
ทันทีที่ทูตเครายาวกล่าวจบ ภายในตำหนักก็พลันเงียบกริบ
หยุนอู้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองจ้าวจิ่นอวี้ องค์หญิงแห่งทะเลทรายผู้นั้น
เซียวหรงจิ่งจะรับสนมคนอื่นแล้วหรือ?
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจหยุนอู้ทันที ชั่วขณะนั้นหัวใจของนางพลันรู้สึกขมขื่น
แต่เพียงอึดใจถัดมา เซียวหรงจิ่งก็กุมมือนางไว้แน่น เขาขยับเข้ามานั่งใกล้หยุนอู้ยิ่งขึ้น อีกมือสอดผ่านแผ่นหลังของนาง โอบเอวไว้
“หากทะเลทรายคิดจะสงบศึกกับเราโดยหวังให้มีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ เช่นนั้นเราคิดว่า...”
น้ำเสียงของเซียวหรงจิ่งเย็นเยียบลงเล็กน้อย เขาขมวดคิ้วคมเข้ม มองทูตผู้นั้นแล้วกล่าวต่อ
“ไม่สู้ไปตัดสินกันในสนามรบ ท่านทูตเห็นว่าอย่างไร?”
นี่เป็นคำเตือนอย่างโจ่งแจ้งชัดเจน
สีหน้าของทูตเครายาวดูไม่สู้ดีนัก แต่จ้าวสวินก็ลุกขึ้นกล่าวได้ทันเวลา
“พวกข้ามิได้มีเจตนาเช่นนั้น เสด็จพ่อก็จริงใจที่จะยอมสวามิภักดิ์ต่อฝ่าบาท ทะเลทรายเองก็ยินดีสวามิภักดิ์ต่อแคว้นเซียวอย่างจริงใจ ฝ่าบาททรงเข้าใจผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
แม้จ้าวสวินจะออกหน้ากล่าวเช่นนี้แล้ว สีหน้าของเซียวหรงจิ่งก็ยังคงเย็นชา
“เรารักฮองเฮา ในสายตาไม่มีที่ให้ผู้อื่นอีก ต่อไปอย่าได้คิดเรื่องนี้อีก”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ทูตเครายาวรีบก้มหน้ารับคำ เมื่อนั่งลงอีกครั้งก็รู้สึกได้ว่ามีเหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก
ท่าทีเย็นชาต่อคณะทูตทะเลทรายแตกต่างจากสีหน้าอ่อนโยนของเซียวหรงจิ่งยามหันมาหาหยุนอู้อย่างสิ้นเชิง
“วันนี้เจ้ายังไม่ได้กินมื้อเช้า ตอนนี้กินให้มากหน่อย”
เสียงทุ้มไพเราะของเขาไม่ได้ดังนัก แต่กลับทำให้ทุกคนในตำหนักได้ยินอย่างชัดเจน
แก้มขาวนวลของหยุนอู้แดงระเรื่อ ทว่านางก็ยังอ้าปากรับเนื้อแกะย่างที่เซียวหรงจิ่งคีบป้อนอย่างว่าง่าย
ความขมขื่นในใจเมื่อครู่คลายลงไปไม่น้อยเพราะสิ่งที่เซียวหรงจิ่งทำ
หลังงานเลี้ยงจบลง คณะจากทะเลทรายก็ต้องกลับไปยังตำหนักพักแรมที่กรมพิธีการจัดเตรียมไว้
