*
“ใครก็ได้! ตัดลิ้นนางเสีย”
สิ้นเสียงฉีอวี้ หญิงสาวที่คุกเข่าอยู่กลางท้องพระโรงก็เงยหน้าขึ้นด้วยความหวาดผวา
เฉาเฉวียน ขันทีข้างกายฉีอวี้ สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขายกมือปรบเบา ๆ
ไม่นานก็มีองครักษ์ร่างกำยำสองนายเดินเข้ามา
ทั้งคู่แยกกันจับแขนหญิงสาวคนละข้าง แล้วเตรียมลากนางออกไป
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาท! โปรดทรงอภัยด้วย!”
หญิงสาวร้องไห้สะอึกสะอื้น นางไม่เข้าใจเลยว่าตนเพียงเหน็บแนมฮูหยินผู้มีชาติกำเนิดต่ำต้อยคนนั้นไปนิดเดียว เหตุใดถึงต้องถูกตัดลิ้น
“หม่อมฉันเป็นบุตรีของรองเจ้ากรมคลัง ขอฝ่าบาทโปรดเมตตาด้วยเพคะ!”
ฉีอวี้ไม่แม้แต่จะกะพริบตา ขณะที่องครักษ์ทั้งสองกำลังจะลากหญิงสาวออกไป เขากลับยกมือเป็นสัญญาณ
“เดี๋ยวก่อน”
บนใบหน้าเปื้อนน้ำตาของหญิงสาวปรากฏประกายแห่งความหวัง
ทว่าสิ่งที่นางได้ยินกลับเป็นน้ำเสียงราบเรียบของฉีอวี้
“ข้าบอกให้พวกเจ้าลากนางออกไปหรือ? ทำตรงนี้แหละ”
น้ำเสียงของเขาแผ่วเบา ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องง่ายดายแสนธรรมดา
สีหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนไปในพริบตา นางหวาดกลัวจนถึงขั้นส่งเสียงไม่ออก
องครักษ์นายหนึ่งเข้าควบคุมตัวนางอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งแงะปากนางออก อีกมือดึงลิ้นออกมา
ทันทีที่ดาบขององครักษ์อีกนายฟันลง เลือดก็สาดกระเซ็น ภาพตรงหน้าโหดเหี้ยมชวนขนลุก
“ชิ… สกปรกจริง”
ฉีอวี้เอ่ยอย่างรังเกียจ เขาเท้าคางอย่างเกียจคร้าน พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เฉาเฉวียนจึงปรบมืออีกครั้ง
หญิงสาวยังไม่ทันได้เปล่งเสียง ก็ถูกองครักษ์ลากออกไปเสียแล้ว
สิ่งที่ถูกตัดออกมาก็ถูกนำไปด้วย เหลือไว้เพียงรอยเลือดน่าสยดสยองบนพื้น
บรรดาฮูหยินที่อยู่แต่ในเรือนและหญิงสาวขวัญอ่อนในท้องพระโรงต่างรู้สึกคลื่นไส้
แม้แต่เย่เฟยซวงก็ยังก้มหน้าลง ร่างโงนเงนเล็กน้อย นางเคยได้ยินชื่อเสียงเรื่องทรราชของฉีอวี้ แต่ไม่เคยเห็นกับตา
